เมื่อเวลา 14.00 น วันที่ 28 สิงหาคม 69 ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ดจ.นนทบุรี กลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 8 ราย เดินทางจากจังหวัดอุดรธานี เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม กับนางชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิ หลังทั้งหมดถูกนายทหารยศร้อยโท (สังกัดค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี) ร่วมกับภรรยา หลอกลวงใช้อุบายให้มาลงทุนซื้อขายรถยนต์-ปล่อยกู้ มีผลตอบแทนให้อย่างงามแรกๆก็ได้ผลตอบแทนจริงๆทำให้ทุกคนหลงเชื่อร่วมลงทุน บางรายเพิ่มทุนไปเป็นจำนวนหลักหลายๆแสน สุดท้ายไม่ได้ผลตอบแทน ขณะที่นายทหารยศร้อยโทกับภรรยา ขู่อ้างรู้จักคนใหญ่คนโต เช่น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ , ทนายพัฒน์ ,นายพลตำรวจอดีตรองผู้บัญชาการภูธรภาค 4 รวมทั้งอัยการ โดยท้าให้ผู้เสียหายไปเจอ กันที่ศาล ก่อนบล็อกช่องทางการติดต่อซึ่งกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมดได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายท้องที่ ของจังหวัดอุดรธานี หลายโรงพัก แต่คดีไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากคนที่หลอกลวงเอาเงินไปเป็นถึงนายทหารยศร้อยโท เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงมาร้องเรียนกับมูลนิธิให้ช่วยเหลือ
นางสาวเอ อายุ 30 ปี (ใส่ไหมคลุมปิดหน้าสีชมพู) ซึ่งเป็นเซลล์ขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เล่าว่า ตนถูก 2 สามีภรรยาทักเข้ามาในเฟซ บอกว่าจะร่วมลงทุนซื้อบ้านแล้วปล่อยขาย หากได้กำไรก็จะมาแบ่งกัน นอกจากนี้ยังชักชวนให้ตนร่วมลงทุนซื้อขายรถยนต์มือสองส่งไปขายฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ตนหลงเชื่อเพราะเขามีโปรไฟล์ดี มีรูปถ่ายนักการเมืองคนดังมาร่วมงานแต่งงานน้องชายของเขา ตนจึงได้โอนเงินไปให้เขาหลายครั้งเป็นจำนวนเงินกว่า 1,200,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เงิน จากการลงทุน โดนบล็อกไลน์บล็อกเฟซ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือก็ติดต่อไม่ได้ ทุกวันนี้ตนคิดมากจนแทบจะเป็นซึมเศร้ามีหลายครั้งที่คิดจะฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่คนในครอบครัวคอยปลอบและให้กำลังใจ
น.ส.บี อายุ 32 ปี (ใส่หมวกแก๊ปสีเขียวคาดแมสดำ) เล่าว่า ตนเองก็ถูกหลอกลวงในลักษณะเดียวกัน จากนายทหารและภรรยา ศูนย์เงินเกือบ 200,000 บาท แรกๆแบ่งผลตอบแทนให้ตนเองเพื่อให้ตายใจ ตามที่พูดไว้ หลังจากนั้นก็ชักชวนให้ขยายทุนเพิ่มทุน จนเห็นว่าเป็นถึงนายทหาร ไม่น่าจะกล้าหลอก จึงหลงเชื่อและโอนเงินให้เขาไปสุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้เหมือนผู้เสียหายรายอื่นๆ
นายโก้ อายุ 30 ปี (ไม่ต้องเบลอหน้า) เล่าว่า ตนก็หลงเชื่อเหมือนผู้เสียหายรายอื่นๆถูกชักชวนให้ลงทุนหมดเงินไป 100,000 บาทกำไรกว่านั้นยังบอกให้ตนเอาอุปกรณ์มาไว้ที่สำนักงานของเขา อาทิเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ พัดลม มาทราบว่า เขาไปหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่นๆ ตนก็เอ่ยปากขอเงินคืน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ แถมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เครื่องไฟฟ้าที่นำมาไว้ในสำนักงานก็ถูกทยอยขายไปจนเกลี้ยง ” ต้นอยากฝากบอกเขาให้เอาเงินมาคืนผู้เสียหายเถอะทุกคนก็หาเงินมาด้วยความยากลำบาก คุณเป็นถึงนายทหารไม่ควรใช้อำนาจหน้าที่มาหลอกลวงชาวบ้านแบบนี้”
ขณะที่ สิบเอกต้น (ไม่สะดวกให้ถ่ายภาพ) เผยว่า ตนกับเพื่อนสิบเอกอีกคนถูกผู้บังคับบัญชาร้อยโท รายนี้หลอกให้ร่วมลงทุนสูญเงินไปกว่า 600,000 บาทส่วนเพื่อนโดนไป 100,000 กว่าบาท สุดท้ายก็ไม่ได้เงินคืนเมื่อเอ่ยปากทวงถามก็ถูกตะคอกและด่ากลับมา ตนแจ้งความไว้แล้วเพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับเขา ” เท่าที่ทราบตอนนี้ไม่เห็น ผู้บังคับบัญชาร้อยโทคนนี้เข้ามาทำงานที่ค่ายทหาร จะ 2 อาทิตย์แล้ว ก็หวังว่าผู้บังคับบัญชาจะให้ความเป็นธรรมกับตนและเพื่อน อย่าให้เขานำเงินมาคืนเพราะตนเองเดือดร้อนมาก เงินที่นำมาลงทุนก็เป็นเงินของทางบ้าน ตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปหาเงินมาคืนคนในครอบครัวได้อย่างไร
ทางด้ายนางชฎาภรณ์ ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ผู้เสียหายมีเป็นจำนวนมากที่สูญเงินหลายล้านบาท คนหลอกลวงก็เป็นถึงนายทหาร ตนได้ติดต่อพูดคุยโทรศัพท์มือถือกับ ผู้บังคับบัญชาเขาแล้ว ก็บอกว่าอยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวน แต่ตอนนี้มีหนังสือด่วนให้นายทหารรายนี้ออกจากค่ายทหารภายใน 7 วัน ซึ่งเรื่องนี้ทางมูลนิธิจะติดตามคดีทั้งทางแพ่ง-ทางอาญา ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดย อ้อม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้เสียหายอย่างเต็มที่ต่อไป




