(19 ส.ค. 69) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนระบบดูแลนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครว่า ปัจจุบัน กทม. ยังขาดแคลนครูแนะแนว จึงต้องเปิดรับอย่างต่อเนื่อง และใช้ “ทุนเอราวัณ” เป็นแรงจูงใจในการสร้างบุคลากรด้านนี้ในระยะยาว ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปีจึงจะเห็นผล
รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าวถึงตัวอย่างการนำร่อง “กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา” หรือ Restorative Justice (RJ) ของโรงเรียน K2 ในพื้นที่เขตหลักสี่ว่า เป็นแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง ครู และนักเรียน โดยเปลี่ยนจากการลงโทษมาเป็นการทำความเข้าใจสาเหตุและผลกระทบของพฤติกรรม ซึ่งโรงเรียน K2 ได้ปรับบริบทการเรียนรู้ให้มุ่งเน้นด้านทักษะชีวิตและการเข้าใจเด็ก ผ่านการทำ Homeroom และให้ “ครูแนะแนว” เป็นแกนหลักในการฟื้นฟูเยียวยา โดยมีครูประจำชั้นร่วมด้วย
นอกจากนี้ โรงเรียนยังเปิดช่องทางให้เด็กสามารถสะท้อนปัญหาไปยังผู้อำนวยการโรงเรียนได้โดยตรง หากไม่สะดวกใจที่จะพูดคุยกับครูประจำชั้น โดย ผอ. ให้คำมั่นว่าจะเก็บเรื่องดังกล่าวเป็นความลับ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เด็กสามารถสื่อสารปัญหาในช่องทางที่รู้สึกปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ครูแนะแนวยังพัฒนาเว็บไซต์พร้อมระบบแชทบอท เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กเล่าประสบการณ์หรือสิ่งที่กำลังเผชิญ โดยครูแนะแนวเป็นผู้ดูแลและเก็บเรื่องของเด็กเป็นความลับเช่นกัน
สำหรับระบบ SoSafe ซึ่ง กทม. เปิดตัวในช่วงต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา ปัจจุบันมีเคสเข้าสู่ระบบแล้วมากกว่า 100 เคส โดยมีกลไกดูแลตั้งแต่ระดับโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูแนะแนว และครูประจำชั้น รวมถึงมีกลไกระดับสำนักงานเขตและระดับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ หลายเคสได้รับการแก้ไขแล้ว และบางกรณีมีการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อทำความเข้าใจบริบทของนักเรียนและครอบครัวเพิ่มเติม
“เชื่อว่าวิธีการใช้ครูแนะแนวเป็นแกนหลักนั้นมาถูกทางแล้ว รายละเอียดและรูปแบบการดำเนินงานอาจต้องปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละโรงเรียน โดยนำกรณีศึกษาโรงเรียน K2 มาเป็นต้นแบบให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างระบบที่ทำให้เด็กมีทางเลือกในการขอความช่วยเหลือ และมีผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟังอยู่รอบตัว” รองผู้ว่าฯ ศานนท์ กล่าว
