ที่ปรึกษา กมธ.อว. แนะ ไทยใช้การเข้า OECD เป็นโอกาสปฏิรูปประเทศ เสนอ 5 วาระยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรม–วางไทยเป็นสะพาน ASEAN–OECD

8
ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์

รัฐสภา, 19 สิงหาคม 2569 – ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมการสัมมนาทางวิชาการ “OECD 101: เส้นทางของประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD” โดยเสนอให้ประเทศไทยใช้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เป็น “คานงัดเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบราชการ และระบบนิเวศวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ มิใช่มุ่งเพียงให้ผ่านการประเมินหรือได้รับสถานะสมาชิกเท่านั้น

ดร.ประเสริฐกล่าวว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงนโยบายต่างประเทศหรือเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่เป็นกระบวนการทบทวน “ขีดความสามารถของประเทศไทย” อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คุณภาพกฎหมาย การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล การศึกษา ทักษะแรงงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเชิงพื้นที่ ตัวชี้วัดความสำเร็จจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะได้เป็นสมาชิกในปีใด แต่ต้องพิจารณาว่า ระหว่างทางประเทศไทยได้กฎหมายที่ดีขึ้น มีภาครัฐที่โปร่งใสและทำงานได้จริง มีเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ และสามารถนำงานวิจัย เทคโนโลยี และคนเก่งไปสร้างผลิตภาพรวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้มากขึ้นเพียงใด หากได้สมาชิกภาพโดยโครงสร้างภายในยังเหมือนเดิม ประโยชน์ที่ได้รับก็จะจำกัด

โจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการสร้างงานวิจัย แต่ต้องเร่งเปลี่ยนความรู้เป็นผลิตภาพ

ข้อมูลจาก OECD Economic Survey: Thailand 2025 สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน โดยผลิตภาพแรงงานไทยในช่วงปี 2558–2566 ขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.1 ลดลงจากร้อยละ 4.8 ในช่วงปี 2553–2558 ขณะที่ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิตแทบไม่เติบโต สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถดูดซับและกระจายประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน ดัชนีกฎระเบียบตลาดสินค้าของ OECD ระบุว่าไทยมีคะแนนความเข้มงวดของกฎระเบียบ 2.4 สูงเป็นอันดับ 4 จาก 47 ประเทศที่ได้รับการประเมิน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก OECD ที่ 1.3 กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน การแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์ และข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนทางธุรกิจ แต่เป็น “กำแพงกั้นนวัตกรรม” ซึ่งลดแรงจูงใจของผู้ประกอบการในการลงทุน พัฒนาเทคโนโลยี และขยายกิจการ

“ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัย นักวิจัย และการลงทุนด้านการวิจัยที่สร้างจุดแข็งในหลายสาขา แต่ช่องว่างสำคัญยังอยู่ที่กลไกเชื่อมองค์ความรู้กับผู้ประกอบการ เงินทุน ตลาด มาตรฐาน และความต้องการของพื้นที่ การปฏิรูประบบนวัตกรรมจึงต้องก้าวพ้นการวัดเพียงจำนวนโครงการวิจัยหรือสิทธิบัตร ไปสู่การประเมินว่าความรู้ถูกนำไปเพิ่มผลิตภาพ สร้างธุรกิจใหม่ ยกระดับ SMEs และแก้ปัญหาสาธารณะได้จริงเพียงใด” ที่ปรึกษา กมธ.อว.กล่าว

เสนอ 5 วาระใช้ OECD ปฏิรูประบบนิเวศนวัตกรรมไทย

1. จัดทำ “Thailand–OECD Reform and Innovation Dashboard” ควรจัดทำแผนที่เชื่อมโยงข้อเสนอของคณะกรรมการ OECD ทั้ง 26 คณะเข้ากับกฎหมาย หน่วยงาน งบประมาณ และตัวชี้วัดผลลัพธ์ของไทย พร้อมเปิดเผยความก้าวหน้าต่อรัฐสภาและสาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินงานแยกส่วนตามกระทรวง และทำให้การเข้า OECD เป็นวาระปฏิรูปที่ตรวจสอบได้

2. เปลี่ยนการบริหาร อววน. จาก “โครงการรายหน่วยงาน” สู่ “ภารกิจระดับประเทศ” งบประมาณวิจัยและนวัตกรรมควรเชื่อมกับภารกิจสำคัญ เช่น การเพิ่มผลิตภาพ SMEs การรับมือสังคมสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว และการประยุกต์ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ โดยกำหนดผลลัพธ์ร่วมระหว่างหลายกระทรวง ใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างตลาดนวัตกรรม และเปิดพื้นที่ทดลองนโยบายหรือ Regulatory Sandbox ที่มีระบบประเมินผลชัดเจน

3. สร้างระบบ “วิจัย–ทดสอบ–รับรอง–ลงทุน–ขยายตลาด” ที่ต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยควรได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์กลางระบบนิเวศนวัตกรรมของภูมิภาค เชื่อมงานวิจัยกับ SMEs สตาร์ตอัป โรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักลงทุน พร้อมพัฒนากลไกสนับสนุนตั้งแต่การพิสูจน์แนวคิด ห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย การทดสอบและรับรองมาตรฐาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงเงินทุนสำหรับธุรกิจระยะขยายตัว

4. เปลี่ยนจากการดึงดูด FDI ด้วยสิทธิภาษี ไปสู่ “การลงทุนที่สร้างความรู้และความสามารถภายในประเทศ”ภายใต้กติกาภาษีขั้นต่ำโลกและการแข่งขันด้านการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ไทยไม่สามารถพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือหลักได้อีกต่อไป จึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพกำลังคน โครงสร้างพื้นฐานวิจัย กฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ และการเชื่อมบริษัทข้ามชาติกับผู้ผลิต นักวิจัย และ SMEs ไทย เพื่อให้การลงทุนต่างประเทศนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างงานทักษะสูง ไม่ใช่เพียงตัวเลขเงินลงทุน

5. ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม” วางบทบาทไทยเป็นสะพาน ASEAN–OECD ประเทศไทยและอินโดนีเซียเป็นสองประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าสู่กระบวนการภาคยานุวัติ OECD ไทยจึงมีโอกาสทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้ มาตรฐาน และเครือข่ายนโยบายระหว่าง OECD กับอาเซียน โดยเฉพาะความร่วมมือด้าน AI และธรรมาภิบาลข้อมูล เทคโนโลยีสีเขียว สาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร การเคลื่อนย้ายนักวิจัย และความมั่นคงของระบบวิทยาศาสตร์

ดร.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วม OECD จึงไม่ควรถูกตีความว่าไทยต้องเลือกข้างทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการดำเนิน “การทูตเชิงกติกา” และการทูตเศรษฐกิจที่ยึดผลประโยชน์แห่งชาติ ทำให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมออกแบบมาตรฐานสากล แทนการเป็นเพียงผู้รับกติกาที่ผู้อื่นกำหนด เป้าหมายสำคัญที่สุดของการเข้า OECD คือการสร้าง“ภาครัฐที่เรียนรู้และปรับตัวได้” สามารถใช้ข้อมูล หลักฐานทางวิชาการ และความร่วมมือระหว่างประเทศมาพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยใช้กระบวนการนี้อย่างมียุทธศาสตร์ OECD จะไม่ใช่เพียงปลายทางของนโยบายต่างประเทศ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับขีดความสามารถประเทศในระยะยาว