จีนชูนโยบาย “ประเทศเพื่อนบ้าน” ยุทธศาสตร์สำคัญอันดับสอง รองจากสหรัฐฯ มุ่งสร้างภูมิภาคที่มั่นคง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ และพัฒนาร่วมกัน

2

ศาสตราจารย์ ดร.เซียนไป่ จี ( Professor Dr.Xianbai Ji ) ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน ( Renmin University of China ) บรรยายหัวข้อ “China’s Neighborhood Policy” หรือ นโยบายประเทศเพื่อนบ้านของจีน อธิบายวิวัฒนาการนโยบายต่างประเทศของจีนที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 จนถึงยุคประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมชี้ว่า “ประเทศเพื่อนบ้าน” เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดรองจากสหรัฐอเมริกา

ศ.ดร.เซียนไป่ อธิบายว่า จีนมีประเทศเพื่อนบ้านทางบก 14 ประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านทางทะเลอีกหลายประเทศ ทำให้จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพแวดล้อมด้านภูมิรัฐศาสตร์ซับซ้อนที่สุดของโลก ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านจึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจ และบทบาทของจีนบนเวทีโลก

จาก “ความมั่นคง” สู่ “การพัฒนาร่วมกัน”

ในช่วงการก่อตั้งประเทศ ภายใต้การนำของเหมา เจ๋อตง นโยบายต่างประเทศของจีนมุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงของรัฐ สนับสนุนสหภาพโซเวียต และช่วยเหลือขบวนการคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศ รวมถึงการเข้าร่วมสงครามเกาหลีเพื่อสร้าง “กันชนด้านความมั่นคง”

ต่อมา จีนได้เสนอ หลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ 5 ประการ (Five Principles of Peaceful Coexistence) ได้แก่ การเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน การไม่รุกราน การไม่แทรกแซงกิจการภายใน ความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งต่อมากลายเป็นหลักสำคัญของนโยบายต่างประเทศจีน

หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียต และการปฏิรูปเปิดประเทศของเติ้ง เสี่ยวผิง นโยบายประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ มาเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและมั่นคง เพื่อให้จีนสามารถมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจได้เต็มที่

เติ้ง เสี่ยวผิงยังเสนอแนวคิด “Shelve disputes and pursue joint development” หรือ “พักข้อพิพาทไว้ก่อน แล้วร่วมกันพัฒนา” โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้และข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน

สร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับอาเซียน

ในยุคเจียง เจ๋อหมิน จีนเดินหน้าปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยยุติข้อพิพาทชายแดนกับรัสเซีย ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอินเดีย และสร้างความร่วมมือกับอาเซียน

อาจารย์อธิบายว่า วิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อหลายประเทศต้องพึ่งพา IMF ส่งผลให้ภูมิภาคเริ่มสร้างกลไกความร่วมมือทางการเงินของตนเอง เช่น ASEAN+3 เพื่อช่วยเหลือกันในยามเกิดวิกฤต

ขณะเดียวกัน จีนร่วมก่อตั้ง Shanghai Cooperation Organization (SCO) เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพในเอเชียกลาง และผลักดันแนวคิด “Good Neighbor Diplomacy” หรือการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

ยุคสี จิ้นผิง กับ Belt and Road Initiative

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จีนให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น พร้อมเสนอแนวคิด “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” (Community with a Shared Future) และหลัก “Amity, Sincerity, Mutual Benefit and Inclusiveness” (亲诚惠容)

อาจารย์ระบุว่า โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และเศรษฐกิจระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการลงทุนด้านรถไฟ ถนน ท่าเรือ ท่อส่งน้ำมัน เขตอุตสาหกรรม และระบบโลจิสติกส์

เขาเห็นว่า ความเจริญของประเทศเพื่อนบ้านจะส่งผลดีต่อจีนโดยตรง เพราะหากประเทศรอบข้างมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจเติบโต จีนก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเช่นกัน

จีนผลักดัน “Common Security

อาจารย์ยังเปรียบเทียบแนวคิด Common Security ของจีนกับ Collective Security ของตะวันตก โดยระบุว่า แนวคิดของจีนเน้นการสร้างความมั่นคงผ่านการเจรจา ความร่วมมือ และการพัฒนาร่วมกัน มากกว่าการพึ่งพาพันธมิตรทางทหารหรือการยับยั้งด้วยกำลัง

สำหรับประเด็นทะเลจีนใต้ จีนยังคงสนับสนุนการเจรจา Code of Conduct (COC) ระหว่างจีนกับอาเซียน แม้จะยอมรับว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะบรรลุข้อตกลงเมื่อใด

จีนมองว่าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านจะสร้างประโยชน์อย่างไร

น.ส.มณีนาถ อ่อนพรรณา ผู้สื่อข่าวจากประเทศไทย ได้ตั้งคำถามว่า จีนลงทุนจำนวนมากในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เวียดนาม เมียนมา กัมพูชา และปากีสถาน จีนมองว่าประเทศเหล่านี้จะได้รับประโยชน์อย่างไร

อาจารย์ตอบว่า เป้าหมายของการลงทุนภายใต้ Belt and Road Initiative ไม่ได้มีเพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการแก้ “คอขวด” ด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน

เขายกตัวอย่างโครงการรถไฟจีน–ลาว ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุน และแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนั้น จีนยังลงทุนในเขตอุตสาหกรรมในหลายประเทศ พร้อมสนับสนุนระบบไฟฟ้า น้ำ การฝึกอบรมแรงงาน และการถ่ายทอดทักษะ เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเองได้

อาจารย์กล่าวว่า จีนต้องการเห็นประเทศเพื่อนบ้านมีความสงบ มั่นคง และเจริญรุ่งเรือง เพราะหากประเทศรอบข้างยากจนหรือไม่มีเสถียรภาพ ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของจีนเอง

ตอบคำถามเรื่อง “กับดักหนี้”

น.ส.มณีนาถ อ่อนพรรณา ผู้สื่อข่าวจากประเทศไทย ได้ถามถึงข้อวิจารณ์ที่ว่าการลงทุนของจีนอาจนำไปสู่ “กับดักหนี้” จากการลงทุนสูงในประเทศเพื่อนบ้านและแอฟริกา จีนมองประเด็นนี้อย่างไร

ศ.ดร.เซียนไป่ จี กล่าวว่า ประเด็นนี้ถูกสนใจจากหลายประเทศ แต่จีนมีนโยบายการทูตทางกับดักหนี้ (Debt Trap Diplomacy)

แนวคิดดังกล่าวมีต้นกำเนิดจากนักวิชาการชาวอินเดีย และอาจารย์เองก็ทำวิจัยเรื่องนี้ หาค้นชื่อในอินเตอร์เน็ตก็อาจตะเจอ นโยบายนี้อาจถูกเข้าใจว่าเป็นการที่จีนจงใจปล่อยเงินกู้เพื่อให้ประเทศผู้กู้เป็นหนี้ ก่อนใช้หนี้ดังกล่าวเป็นเครื่องมือเรียกร้องสิทธิในที่ดินหรือทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์

ศ.ดร.เซียนไป่ จี อธิบายว่า ตลอดเวลากว่า 10 ปีของโครงการ Belt and Road Initiative ยังไม่มีกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าจีนใช้หนี้เป็นเครื่องมือยึดครองดินแดนหรือทรัพย์สินของประเทศคู่สัญญา

อาจารย์ยอมรับว่า บริษัทจีน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจต่อรองสูงในการทำธุรกิจต่างประเทศ แต่เห็นว่าเป็นแรงกดดันทางธุรกิจมากกว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลกลางในการสร้าง “กับดักหนี้”

สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ เขาระบุว่า จีนมักใช้วิธีขยายเวลาชำระหนี้ รีไฟแนนซ์ หรือยกเลิกหนี้บางส่วนให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแอฟริกา พร้อมชี้ว่าปัจจุบันจีนยังร่วมทำงานกับประเทศสมาชิก Paris Club ภายใต้กรอบ G20 Common Framework เพื่อหาทางออกด้านหนี้ให้ประเทศกำลังพัฒนา

ศ.ดร.เซียนไป่ จี ยอมรับว่า ความกังวลของนานาชาติเกี่ยวกับความโปร่งใสและความยั่งยืนของหนี้ยังคงมีอยู่ และเป็นประเด็นที่จีนจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อไป

การบรรยายของ ศ.ดร.เซียรไป่ จี สะท้อนมุมมองของจีนว่า นโยบายประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านความมั่นคง แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการทูต เศรษฐกิจ การพัฒนา และการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและเอื้อต่อการพัฒนาของทั้งจีนและประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน ประเด็นอย่างข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ การลงทุนภายใต้ BRI และข้อถกเถียงเรื่อง “กับดักหนี้” ยังคงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจและเป็นที่ถกเถียงในเวทีระหว่างประเทศต่อไป.

ภาพ ข่าว : มณีนาถ อ่อนพรรณา กรุงปักกิ่ง