ข้อความที่จั๋วหัว ตำรวจโลกสวยอาจจะรู้สึกไม่ปลื้ม แต่ตำรวจสังกัดกองบัญชาการ(บช.)หลักที่คุมพื้นที่ทุกระดับ ตั้งแต่ บช.ยันโรงพัก ส่วนใหญ่จะรู้สึกเฉยๆเป็นเรื่องปกติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เพราะเงินส่วยบางส่วนคือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน

ยิ่งมองถึงความเป็นจริงแวดวงสีกากีต่างทราบกันว่าส่วยกับตำรวจแยกกันไม่ได้ ไล่ตั้งแต่โรงพัก กองบังคับการ(บก.) บช. ที่คุมพื้นที่รวมทั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สอบสวนกลาง ท่องเที่ยว และตำรวจไซเบอร์ เป็นต้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่รับเงินจากผู้ประกอบการต่างๆที่เรียกว่าส่วย
เหตุที่ผู้ประกอบการต่างๆยินดีจ่ายเพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหล ยิ่งธุรกิจที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายย่อมต้องจ่ายแพงกว่าธุรกิจที่อยู่ในร่องในรอย เป็นราคาที่พึงพอใจทั้งผู้ให้และผู้รับ พอสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทุกอย่างจะเงียบสนิท
เมื่อถึงเวลาอำนาจเปลี่ยนมือ มี ผบช.หรือผบก.หรือผกก.หรือสว.คนใหม่มารับตำแหน่ง จะมีผู้ทำหน้าที่เสื่อมาแจกแจงว่ามีผลประโยชน์ตรงไหนที่ผู้บังคับบัญชาจะได้รับ จำนวนเท่าไหร่ ถ้านายมาใหม่รับได้กับราคาเดิมกลไกเดิมจะขับเคลื่อนไปตามปกติ
ถ้าไม่พึงพอใจกับราคาเดิม อยากจะถอนทุนที่จ่ายซื้อตำแหน่งมาเร็วๆจะสั่งให้หน้าเสื่อไปขึ้นราคากับผู้ประกอบการที่จ่ายอยู่ประจำ บางพื้นที่นายใหม่จะเปลี่ยนหน้าสื่อเป็นคนใกล้ชิดแล้วไปขอขึ้นราคา ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที
ยกตัวอย่างช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 หน้าเสื่อใจถึงอัดเทประหว่างสนทนากับนายที่สั่งการให้ไปเก็บส่วยจากธุรกิจสีเทาด้วยการขยับราคาขึ้นในท้องที่ สภ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช นำเสนอผ่านสื่อโซเซียล
ส่งผลให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแหง่ชาติ(ผบ.ตร.)มีคำสั่งเด้งด่วนพล.ต.ต.เกรียงศักดิ์ นุ่นเกลี้ยง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช ไปประจำ ศปก.ตร.พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผลการสอบสวนยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นอย่างไร
หรือล่าสุดปลายเดือนกรกฎาคม ผู้ประกอบการอัดการสนทนาส่งให้สื่อทีวีบางช่องนำแพร่ เนื้อหาสรุปว่า ผู้ประกอบการสถานบริการโรงเบียร์ในพื้นที่ปทุมธานี ร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าโรงพักแห่งหนึ่ง ในปทุมธานี มีพฤติการณ์เรียกรับเงิน 51,000 บาท เพื่อแลกกับให้สถานบริการเปิดเกินเวลาถึง 02.00 น. พร้อมกับเรียกเก็บเพิ่มอีก 100,000 บาท ในช่วงที่จัดคอนเสิร์ตระหว่างวันที่ 8-11 พฤษภคาม 2569 โดยอ้างว่านำไปจัดสรรให้หน่วยงานอื่นรวมถึงผู้บังคับบัญชา เมื่อผู้ประกอบการไม่ยินยอม ถูกเจ้าหน้าที่กวดขัน รบกวนจนต้องปิดกิจการชั่วคราว
ถัดมาเพียงวันเดียว พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี มีคำสั่งย้าย พ.ต.อ.อธิเมศร์ ไชยศรัญวิชญ์ ผกก.ภส.คลองหลวง ไปช่วยราชการที่ ศปก.ตร.ภ.จว.ปทุมธานี เสียงในคลิปจะเกี่ยวข้องกับ พ.ต.อ.อธิเมศร์ หรือไม่ต้องรอผลการสอบสวน
ทั้งสองกรณีที่ยกเป็นตัวอย่างเพื่อสื่อสารว่าแนวทางเก็บส่วยนั้นถ้าไม่ขยับขึ้นราคา เสียงโวยวายจากผู้ประกอบการจะไม่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด ทุกวันนี้ทั้งสองพื้นที่เชื่อว่ากลไกเก็บส่วยและส่งส่วยยังดำเนินการตามปกติในราคาที่สมประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับ
แต่ในช่วงที่ก้าวสู่เดือนสิงหาคมและกันยายน บางละมุง หัวหน้าโรงพัก กองสืบสวน รวมถึงระดับบก.หลายหน่วยเริ่มอึดอัดใจ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ผู้บังคับบัญชาจะเกษียณอายุในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพราะมีการส่งสัญญาณทั้งจากตัวผู้บังคับบัญชาโดยตรงและจากหน้าเสื่อที่ทำหน้าที่ประจำว่าช่วง 1-2 เดือนนี้ต้องจัดโปรโมชั่นเพิ่มพิเศษกว่าทุกเดือนก่อนหน้านี้ รวมถึงจัดงานเลี้ยงเกษียณแบบพิเศษอีกต่างหาก
ซึ่งทั้งโปรโมชั่นและจัดเลี้ยงเกษียณแบบพิเศษ จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะกลายเป็นภาระให้กับหัวหน้าหน่วยที่ยังไม่เกษียณ ต้องหารายได้เพิ่ม หัวหน้าหน่วยบางคนไม่อยากขัดแย้งกับผู้ประกอบการที่ดูแลกันประจำจะใช้วิธีเฉือนส่วนแบ่งของตัวเองไปสมทบ บางคนขอความร่วมมือผู้ใต้บังคับบัญชาช่วยกันทอดกฐินสมทบให้นาย
พฤติกรรมลักษณะดังกล่าวแวดวงสีกากีหลายพื้นที่วิจารณ์กันอย่างหนักว่าไม่เหมาะสม เพราะผู้ประกอบการที่ส่งกันประจำ ผลประกอบการไม่ค่อยดีเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ถ้าหัวหน้าหน่วยนายไหนเห็นแก่ตัวไม่อยากควักเนื้อ ไปขอขึ้นราคากับผู้ประกอบการ คงได้ยินเสียงร้องเรียนของผู้ประกอบการแน่นอน
ดังนั้นเพื่อตัดไฟแต่ต้นลมและเพื่อไม่ให้กลายเป็นตราบาปหลังเกษียณอายุ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ต้องวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นราคาส่วยเพื่อนำสมทบทุนให้ผู้บังคับบัญชาการแต่ละหน่วยที่เกษียณอายุ
แต่ถ้าวางมาตรการไม่ดีพอ ช่วง 1-2 เดือนนี่ สังคมอาจจะได้ยินเสียงคลิปขอขึ้นราคาส่วย แพร่ผ่านสื่อโซเชียลอีกแน่นอน !!!


