“สุชาติ” ติดตามช่วยเหลือ “ช้างสีดอทองม้วน–ลูกช้างพลัดหลง” อุทยานไทรโยค กำชับให้รักษาตามหลักวิชา มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพช้าง-ความปลอดภัยทุกฝ่าย

8

กาญจนบุรี, วันที่ 3 สิงหาคม – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะผู้บริหาร เดินทางไปติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือช้างป่า “สีดอทองม้วน” และลูกช้างป่าพลัดหลง ที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และนายพีร พวงมาลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

โดยนายสุชาติได้มอบนโยบายให้กรมอุทยานแห่งชาติยกระดับศักยภาพทีมสัตวแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือและรักษาสัตว์ป่า พร้อมกล่าวขอบคุณทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้จะเป็นภารกิจที่ยากและมีความเสี่ยงสูง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ จะสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ช้างทั้งสองมีโอกาสรอดชีวิตและได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการรักษาช้างตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด โดยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ประสานการทำงานร่วมกับสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง จัดเตรียมยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งให้บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ควบคุมพื้นที่ปฏิบัติงานไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ตลอดจนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแล และประชาชน รวมทั้งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และรายงานปัญหาหรืออุปสรรคให้ผู้บริหารรับทราบโดยทันที เพื่อพิจารณาสั่งการอย่างเร่งด่วน

สำหรับกรณีลูกช้างป่าพลัดหลง รมว.ทส.ได้กำชับว่า เมื่อลูกช้างมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์แล้ว ให้เตรียมความพร้อมและวางแผนนำกลับคืนสู่โขลงตามหลักวิชาการ โดยติดตามพฤติกรรมและตำแหน่งของโขลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกช้าง ช้างในโขลง เจ้าหน้าที่ และประชาชนเป็นสำคัญ หากไม่สามารถนำลูกช้างกลับคืนสู่โขลงได้ หรือพบอุปสรรคที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย ให้ประสานผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดแนวทางที่เหมาะสม พร้อมรายงานผู้บริหารโดยทันที

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า การช่วยเหลือช้างป่าทั้งสองกรณีเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา จึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือ ทั้งการอำนวยความสะดวก การเฝ้าระวัง และไม่รบกวนพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ

สำหรับช้างป่า “สีดอทองม้วน” เป็นช้างเพศผู้ อายุประมาณ 50 ปี น้ำหนักประมาณ 4,000 กิโลกรัม ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลังด้านซ้าย พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 บริเวณบ้านสลอบ ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้เข้ารักษาอย่างต่อเนื่องรวม 4 ครั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการติดตามอาการระหว่างวันที่ 25–31 กรกฎาคม 2569 พบว่า สีดอทองม้วนมีอาการทรงตัว แม้ยังไม่สามารถลุกยืนได้ด้วยตนเอง แต่สามารถกินอาหารและขับถ่ายได้ดีขึ้น ผลตรวจเลือดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 พบว่า ภาวะอักเสบและการทำงานของไตมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเอนไซม์ที่บ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ (CK) ยังคงอยู่ในระดับสูง และภาวะโลหิตจางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทีมสัตวแพทย์จึงยังคงเฝ้าติดตามอาการและปรับแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด

ส่วนลูกช้างป่าพลัดหลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุบาลด้วยนมผงและน้ำนมแม่ช้างแช่แข็งที่ได้รับการสนับสนุนจากปางช้างหลายแห่ง พร้อมรอผลตรวจสุขภาพและการตรวจหาโรคไวรัสที่พบบ่อยในลูกช้าง หากผลตรวจเป็นลบ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะพิจารณาส่งต่อไปยังแม่ช้างรับในปางช้างใกล้เคียง เพื่อให้ลูกช้างได้รับน้ำนม ความอบอุ่น และภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ หรือการดูแลในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยต่อไป