“กัณวีร์” เสียดายรัฐบาลไม่คุยปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนกับจีน ชี้มัวคุยการลงทุนแต่ไม่กล้าหยิบปัญหาของชาติ อย่าหวังคุยกับเมียนมา เพราะรู้ดีใครได้ประโยชน์จากเหมืองแร่ ยกหลักฐานเหมืองในรัฐฉาน จะซุกไว้ใต้พรมไม่ได้แล้ว
วันที่ 24 ก.ค.69 นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แสดงความคิดเห็นกรณีนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ไม่ได้หยิบยกปัญหามลพิษข้ามแดนจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในเมียนมาขึ้นหารือกับผู้นำจีน เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเด็นระหว่างไทยกับเมียนมา
นายกัณวีร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการค้าและการลงทุน มากกว่าการปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนไทย
นายกัณวีร์ ระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐบาลพยายามนำเสนอความสำเร็จจากการได้รับคำมั่นการลงทุนจากบริษัทจีนกว่า 70,000 ล้านบาท แต่กลับพลาดโอกาสสำคัญในการหยิบยกปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนไทย โดยเฉพาะปัญหามลพิษข้ามแดนที่กระทบพื้นที่ลุ่มน้ำรวก แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพน้ำ สุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

“การทูตไม่ใช่เพียงการไปขอการค้า การลงทุน หรือกลับมาพร้อมตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น แต่การทูตที่มีศักดิ์ศรีต้องกล้าหยิบปัญหาร่วมกันขึ้นมาพูด และสร้างความร่วมมือในการแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ นี่ต่างหากคือการทูตเชิงรุก ไม่ใช่การทูตแบบโรดโชว์ที่โชว์เฉพาะสิ่งที่รัฐบาลได้กลับมา แต่ซุกปัญหาของประชาชนไว้ใต้พรม”
นายกัณวีร์ ระบุว่า รายงานข่าวและข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ตลอดจนข้อมูลจากหลายสำนัก ชี้ให้เห็นการขยายตัวของเหมืองแร่หายากในรัฐฉาน ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ และมีบทบาทของผู้ประกอบการจีนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยี การขนส่ง และตลาดปลายทาง จึงไม่อาจมองว่าเป็นปัญหาระหว่างไทยกับเมียนมาเพียงสองประเทศได้
“คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเหมืองอยู่ในเมียนมาหรือไม่ เพราะทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่คำถามคือ ใครลงทุน ใครมีเทคโนโลยี ใครรับซื้อ ใครได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน และใครมีอิทธิพลมากพอที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานหรือยุติผลกระทบเหล่านี้ได้ ซึ่งคำตอบย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจีนเป็นผู้เล่นสำคัญ”
นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่า การที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสพบผู้นำจีนและหารือกับทั้งรัฐบาลและภาคธุรกิจจีน แต่กลับไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือ ถือเป็นการประเมินสถานการณ์ที่คลาดเคลื่อน และสะท้อนแนวทางการทูตที่ไม่กล้าพูดในเรื่องที่กระทบผลประโยชน์ของชาติ
“ถ้ารัฐบาลไทยไม่กล้าพูดกับจีน แล้วใครจะพูด เพราะปัญหานี้มีทั้งพื้นที่ในเมียนมา ทุนจีน เทคโนโลยีจีน ตลาดจีน และผลกระทบตกอยู่กับประชาชนไทย”
นายกัณวีร์ เห็นว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสการเยือนจีนผลักดันให้เกิดกลไกความร่วมมือระหว่างไทย จีน และเมียนมา เพื่อร่วมกันตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ เปิดเผยข้อมูลผู้ประกอบการและเส้นทางการค้า ยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จัดตั้งระบบติดตามคุณภาพน้ำร่วมกัน และกำหนดความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทย
นอกจากนี้ นายกัณวีร์ ยังกล่าวถึงกรณีรัฐบาลระบุว่าจะหารือกับ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการว่า แม้การหารือกับเมียนมาจะเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ไม่ควรคาดหวังว่าการพูดคุยกับฝ่ายเดียวจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด เนื่องจากเหมืองแร่หลายแห่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลทหารเมียนมา หากแต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธและกลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับจีน
นายกัณวีร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลไทยต้องการมีบทบาทในการผลักดันกระบวนการสันติภาพในเมียนมา ก็จำเป็นต้องรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ไม่ใช่ดำเนินนโยบายที่อาจถูกมองว่าเลือกข้างจนทำให้ฝ่ายต่าง ๆ สูญเสียความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทย
“ผมจึงเสียดายการเยือนจีนครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไม่ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เพราะรัฐบาลมีโอกาสทำให้การทูตไทยมีความหมายต่อชีวิตของประชาชนมากกว่านี้ แล้วเลือกไม่ทำ การทูตที่ดีไม่ใช่การกลับมาพร้อมตัวเลขการลงทุน แต่ต้องกลับมาพร้อมคำตอบว่ารัฐบาลได้ปกป้องชีวิต สุขภาพ ทรัพยากร และผลประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างไร” นายกัณวีร์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเปิดเผยภาพแสดงที่ตั้งของเหมืองแร่ในรัฐฉาน จากการตรวจสอบของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ SHRF

