“ยศชนัน” ลุยแก้ปัญหานมล้น-หนี้ อ.ส.ค. 4.5 พันลบ. ขยายเด็กนักเรียนดื่มนมโรงเรียนเพิ่มสภาพคล่อง

2

“ยศชนัน” เผยรัฐบาล เร่งแก้ปัญหานมล้นตลาดและหนี้สะสม อ.ส.ค. กว่า 4,500 ล้านบาท เตรียมขยายช่วงวัยในการสนับสนุนนมโรงเรียน เพิ่มสภาพคล่องระบายน้ำนมดิบ พร้อมถอดความสำเร็จต่างประเทศ ในมิติการแปรรูป และการท่องเที่ยว หวังสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งปัญหานมล้นตลาด ปัญหาราคา และผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาแบบขนานกันไปทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบข้อติดขัดในกระบวนการผลิตไปจนถึงการระบายสินค้าที่ค้างสต็อก เพื่อช่วยลดภาระให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุด


โดยมาตรการระยะสั้น รัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการขยายช่วงอายุนักเรียนในการได้รับการสนับสนุนในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เพื่อเพิ่มปริมาณการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาใช้เงินกู้และเงินจากกองทุนต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือในเบื้องต้น เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุดในช่วงที่น้ำนมมีปริมาณเกินความต้องการ ส่วนกรณีนมค้างสต็อกและใกล้สิ้นอายุการบริโภคขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จำนวนกว่า 1.9 ล้านหีบ ยืนยันว่า รัฐบาลและ อ.ส.ค. กำลังเร่งระบายสินค้าผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ล่าสุดได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งทาง พม. ยินดีที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการระบายน้ำนมล็อตนี้ให้ทันก่อนกำหนดเวลา

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำนมดิบ โดยศึกษาแนวทางจากประเทศเกาหลีใต้ ที่ประสบความสำเร็จในการแปรรูปนมไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น เวชสำอาง และส่วนประกอบในอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงการส่งเสริมฟาร์มโคนมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มการบริโภคและความต้องการนมมากกว่าการจำหน่ายเพื่อบริโภคเพียงอย่างเดียว

ส่วนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและหนี้ค้างสะสมของ อ.ส.ค. ที่มีปัญหาขาดทุนสะสมกว่า 4,500 ล้านบาทในขณะนี้ นายยศชนัน ระบุว่าจำเป็นต้องมีการทำแผนฟื้นฟูกิจการทั้งระบบ โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการฟื้นฟูองค์กรขนาดใหญ่เข้ามาช่วยวางรากฐานใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต โดยจะมุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายกระทรวง เพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างถูกต้องและตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโรงงานแปรรูปในชุมชน หรือการนำน้ำนมไปใช้ในกิจกรรมของกระทรวงต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าการลงทุนในมิติเหล่านี้จะมีความคุ้มค่าต่อการสนับสนุนและสร้างเสถียรภาพให้กับภาคโคนมไทยได้อย่างยั่งยืน