อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ พัฒนาเทคนิคการใส่สายกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจห้องบนขวาแบบใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ลดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะน้ำท่วมปอด พร้อมเแนะอาการบ่งชี้โรคหัวใจและความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ผศ. พิเศษ พญ.ณัฎฐ์ชญาธิปก์ กิตติจำเริญ อายุรแพทย์โรคหัวใจเฉพาะทางสรีระไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ทางโรงพยาบาลฯได้มีการนำเทคนิคใหม่ที่ทันสมัยล่าสุดมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ การใส่สายกระตุ้นหัวใจที่ห้องบนขวา ตำแหน่งใหม่บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวใจห้องบนขวาและห้องบนซ้าย (Bachmann Bundle) โดยเป็นเทคนิคขั้นสูงในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจช้าผิดปกติหรือหัวใจห้องบนทำงานผิดปกติ ซึ่งวิธีนี้แตกต่างจากวิธีการเดิมที่ใส่สายกระตุ้นหัวใจบริเวณหัวใจห้องบนขวา ที่บริเวณที่ใส่กันแบบดั้งเดิมที่บริเวณติ่งที่ยื่นออกมาในหัวใจห้องบนขวา (Right Atrial Appendage) ปัจจุบันโรงพยาบาลในประเทศไทยยังทำกันน้อย และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เป็นโรงพยาบาลแรกของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ที่ได้นำมาใช้ ซึ่งข้อดีของการนำมาใส่ที่หัวใจห้องบนขวาบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างหัวใจห้องบนขวาและห้องบนซ้ายนั้น จะช่วยทำให้หัวใจห้องบนข้างขวากับห้องบนข้างซ้ายบีบตัวพร้อมกันมากขึ้น ลดการเหลื่อมล้ำการนำสัญญาณไฟฟ้าที่ล่าช้า ช่วยลดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การเกิดหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว และลดการเกิดภาวะน้ำท่วมปอด ให้เกิดน้อยลงได้ในอนาคต สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย โดยในปัจจุบันได้มีการทำให้คนไข้ไปแล้ว 5 ราย ผลออกมาดีเป็นที่น่าพอใจ

“ข้อดีของวิธีนี้เทียบกับวิธีเก่า เด่นๆ คือ ทำให้หัวใจเต้นได้ปกติมากที่สุด หรือเหมือนปกติมากที่สุด โดยคนปกติการนำสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจเริ่มจากไซนัส ที่อยู่ที่ห้องบนขวา แล้วสัญญาณจะข้ามไปที่ทางเชื่อมหัวใจทั้งสองห้องที่บริเวณ Bachmann Bundle แล้วทำให้หัวใจห้องบนทั้งสองห้องบีบตัวได้พร้อมกัน แต่ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของหัวใจหรือหัวใจห้องบนเต้นช้า เมื่อก่อนจะใส่สายนำสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจที่บริเวณติ่งที่ยื่นออกมาจากหัวใจห้องบนขวา (Right Atrial Appendage) แต่การนำสัญญาณในหัวใจจะทำให้เกิดความล่าช้าในการที่สัญญาณจะส่งมาที่หัวใจห้องบนซ้าย นำไปสู่การเกิดภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะบางแบบ ที่เรียกว่า หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือเกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้ ล่าสุดมีการนำเทคโนโลยีและวิวัฒนาการใหม่ที่วางสายนำสัญญาณไฟฟ้าที่บริเวณทางเชื่อมระหว่างหัวใจห้องบนทั้งสองห้อง (Bachmann Bundle) ตรงนี้มันเป็นจุดที่ทำให้หัวใจห้องบนทั้งสองห้องทำงานประสานกันมากขึ้น เหมือนวางบนสะพานที่เป็นทางนำสัญญาณไฟฟ้าที่เข้าหากันได้ค่อนข้างไว พอสัญญาณไฟฟ้าห้องบนขวาเกิดขึ้น มันก็ส่งไปห้องบนซ้ายอย่างรวดเร็วเลย ทำให้หัวใจห้องบนขวาและห้องบนซ้ายทั้งสองห้องบีบตัวพร้อมๆกัน เกิดความสมานกันมากขึ้น และส่งสัญญาณนำสัญญาณลงไปหัวใจห้องข้างล่างทั้งสองห้องได้พร้อมๆกันต่อไป” พญ.ณัฎฐ์ชญาธิปก์ กล่าว

สำหรับคนไข้ที่จะต้องใส่สายกระตุ้นหัวใจนั้น พญ.ณัฎฐ์ชญาธิปก์กล่าวว่า คือ คนไข้ที่หัวใจห้องบนมีความเสื่อม มีการเต้นผิดปกติ หัวใจเต้นช้า หรือกลุ่มที่มีภาวะไซนัสป่วย ภาษาทางการแพทย์ เรียกว่า Sick Sinus Syndrome (SSS) โดยเมื่อเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว คนไข้จะมีอาการ ใจหวิว ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หัวใจล้มเหลว พร้อมยืนยันว่าเทคนิคใหม่การใส่สายกระตุ้นหัวใจที่ห้องบนขวามีความปลอดภัยดี โอกาสที่จะเกิดปัญหาสายมีการเลื่อนหลุด หรือเคลื่อนตำแหน่งน้อย และในปัจจุบันยังไม่พบปัญหาใดๆ ซึ่งเทคนิคนี้ทางประเทศไทยของเราได้ใช้ตามประทศญี่ปุ่น ที่ใช้วิธีนี้มานานแล้ว
พญ.ณัฎฐ์ชญาธิปก์ ระบุถึง สัญญาณอาการต่างๆบ่งชี้ว่าอาจเป็นโรคหัวใจ ดังนี้ อาการเจ็บแน่นหน้าอก จุก อึดอัด หายใจไม่ออก เหมือนโดนบีบรัด อาจมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือ อาการใจหวิว ใจสั่น ใจเต้นเร็วเหมือนตีกลองรัว หรือมีอาการหน้ามืด เป็นลม หมดสติ ไม่รู้สึกตัว และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังต้องระวังสำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อยง่าย ทำอะไรเล็กน้อยก็เหนื่อยง่ายขึ้น ไม่เหมือนเดิม ให้ต้องสงสัยไว้ก่อนว่า อาจมีภาวะโรคหัวใจเต้นผิดปกติได้ ให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย อย่าชะล่าใจ พร้อมเปิดเผยว่า มีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคหัวใจ เช่น เชื่อว่าคนที่อายุน้อยไม่มีทางเป็นโรคหัวใจ ทั้งที่ข้อเท็จจริง พบคนเป็นโรคหัวใจอายุยังน้อยมากขึ้น หรือผู้ที่ออกกำลังกายมากๆ แล้วสามารถทานอาหารเต็มที่ ไม่ต้องคุมอาหาร ก็อาจทำให้เป็นโรคหัวใจได้ในที่สุด

การรักษาโรคหัวใจของโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ในปัจจุบัน สามารถรักษาได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ศูนย์โรคหัวใจ ห้องตรวจสมรรถภาพหัวใจ ห้องสวนหัวใจ ตั้งอยู่ที่อาคาร 72 พรรษา มหาราชินี เปิดบริการวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 16.00 น. มีคลินิกเฉพาะทางโรคหัวใจและหลอดเลือดตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 อาคารอนุสรณ์ 20 ปี วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 12.00 น. และมีคลินิกนอกเวลาที่คลินิกพรีเมียม ชั้น 2 อาคาร 2 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 16.00 – 20.00 น. สำหรับคลินิกเฉพาะทางโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 อาคารอนุสรณ์ 20 ปี เปิดบริการวันอังคาร เวลา 08.00 – 12.00 น. และออกตรวจนอกเวลาที่คลินิกพรีเมียม ชั้น 2 อาคาร 2 วันอังคาร เวลา 16.00 – 20.00 น. ส่วนคลินิกเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 7 อาคาร 72 พรรษา มหาราชินี เปิดบริการวันพฤหัสบดี เวลา 08.00 – 12.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 – 289 7000

