กรุงเทพฯ, วันที่ 17 ก.ค. – นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยชี้ว่าแม้การส่งออกจะโตถึง 23.1% ในเดือนเมษายนก่อนจะชะลอตัวลงเหลือ 10.6% ในเดือนพฤษภาคม จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผล แต่ภาพในประเทศกลับตรงกันข้าม การเติบโตขับเคลื่อนโดยส่งออกและการลงทุน ไม่ใช่การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลหนักถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน และภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
นายพชร กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนแรงกดดันหลายอย่างของประเทศที่ยังมีอีกมาก และมี 3 สิ่งตอนนี้ที่เห็นว่ารัฐต้องเข้ามาตรวจสอบจัดการ ทำให้ชัดเจนต่อคนในประเทศและนักลงทุน คือการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น เพราะไม่เพียงแต่จะลดทอนความเชื่อใจในรัฐของประชาชนภายใน ยังลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสถานการณ์การคอร์รัปชันในประเทศ “รัฐต้องเร่งแก้เรื่องการสื่อสาร ความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นในรัฐ การพบความผิดและการเร่งจัดการเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าถูกปล่อยไป แต่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสำคัญ และตอนนี้ทุกคำอธิบายกลายเป็นเรื่องลบไปหมด”
อีกประเด็นที่ติดตามและขอตั้งข้อสังเกตคือประเด็นการขยายตัวของ Data center ในประเทศไทยเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามาลงทุน พบว่า หลายแห่งถูกวิจารณ์ว่าใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายโดยจดทะเบียนอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และการกระจายตัวของพื้นที่ที่สนับสนุนยังสร้างความกังวลเรื่องทรัพยากรน้ำในพื้นที่และการขาดผลประโยชน์ที่จะตกสู่คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง “เราเดินทางมาถูกแล้ว เหลือแค่การประคองกำกับทิศทางให้เข้ารูปเข้ารอย หน้าที่ของรัฐตอนนี้คือต้องเข้ามาตรวจสอบ แก้ไข จุดบกพร่อง ตลอดจนให้ข้อเท็จจริงกับสังคมในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างบรรยากาศของการลงทุนที่ดีในภาคนี้ต่อไป” กรรรมการ ก.ล.ต. กล่าว
นายพชร กล่าวถึง แรงกดดันที่สามที่จะมีผลอย่างมากต่อแรงส่งในไตรมาสที่สามและ GDP ของปีนี้ ว่า แม้หลายฝ่ายคาดว่าจะได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐเพิ่มขึ้น แต่ยังมีหลายปัจจัยภายในที่ยังค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกับตัวเลขการส่งออกที่สวนทางกัน เรื่องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องภาษีการค้าสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากมาตรา 122 ไปสู่มาตรา 301 ที่เป็นเครื่องมือบังคับใช้มาตรการทางการค้าภายใต้กฎหมาย Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ดำเนินการตอบโต้ได้หลายรูปแบบ

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดก่อนอื่นคือตอนนี้ไทยอยู่ภายใต้มาตรา 122 ที่โดนเรียกเก็บภาษี 10% เท่ากันกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ ทุกประเทศ และกำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค. นี้ หลังจากนั้นจะบังคับใช้ภาษีที่เสนอภายใต้มาตรา 301 โดยไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีที่ 12.5% ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ยังอยู่ที่ 10% เหตุผลที่ไทยถูกเสนออัตราที่สูงกว่าเพราะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ยังไม่มีมาตรการบังคับใช้จริงในการกีดกันสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
นายพัชร กล่าวว่า มาตรา 301 ต่างจากมาตรา 122 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้าซึ่งมีอายุ 150 วันและหมดอายุโดยอัตโนมัติ ตามตัวบทกฎหมาย มาตรา 301 จะยุติหลังครบสี่ปี เว้นแต่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้รับคำขอให้ต่อและทบทวนแล้วเห็นควรให้ต่ออายุ แต่ในทางปฏิบัติมาตรการสามารถอยู่ต่อได้หลายปี และในบางกรณียังสามารถนำมาตรการที่เคยยุติไปแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้อีก และหากประเทศคู่ค้าไม่ทำตามข้อตกลงที่ทำไว้ การไม่ปฏิบัติตามนั้นอาจถูกถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและนำไปสู่มาตรการภาคบังคับอีกครั้ง “มาตรา 301 จึงไม่ใช่มาตรการที่จะหมดไปเองตามเวลา คนที่จะรอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยไม่ปรับตัวอาจประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป”
นายพชร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีภาษีมาตรา 232 ในกลุ่มสินค้าเหล็กและอลูมิเนียมเพิ่มเติม ที่เหลือต้องรอติดตามการเจรจาของคณะไทยที่กำลังดำเนินอยู่ว่าจะมีท่าทีและการปรับตัวอื่นที่จะตามมาอย่างไร แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าตัวเลข 12.5% คือมาตรา 301 ที่สินค้ากลุ่ม Negative list ซึ่งส่วนใหญ่ครอบคลุมสินค้าหลักที่เราส่งออก กำลังกดทับจุดอ่อนที่มีอยู่แล้วทุกจุดพร้อมกัน โดยเฉพาะภาคส่งออกซึ่งเป็นขาหลักที่กำลังแบกทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ในขณะนี้

ในมุมของตลาดทุน นายพชร กล่าวว่า แรงกดดันจากมาตรการภาษีชุดนี้ “จะกระทบการขอการลงทุน ด้านการผลิต และ performance ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัท” โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ส่วนจุดอ่อนที่น่ากังวลของแรงกดดันนี้จุดแรกคือแรงส่งออกที่กำลังจะหมด สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยช่วงมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 23.5% ของการส่งออกทั้งหมด และเพิ่มขึ้นถึง 40.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้มาจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า เมื่อผลของการเร่งล่วงหน้าหมดไปในไตรมาสสองและมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้เต็มที่ คาดว่าการส่งออกจะอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
จุดที่สองคือกำลังการผลิตที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบ ไทยยังอยู่ในการไต่สวนอีกประเด็นหนึ่งที่อาจรุนแรงกว่า นั่นคือเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยกเรื่องอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำต่อเนื่องสองปีมาเป็นข้อประกอบการไต่สวน ตัวเลขดังกล่าวคือตัวเลขเดียวกับที่เราพูดถึงตลอดว่าเป็นจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง
จุดที่สามคือสินค้าส่งผ่านที่กำลังถูกจับตา สิ่งที่สหรัฐฯ กำลังทำคือการเปลี่ยนเกณฑ์การเข้าถึงตลาดจากการดูว่าสินค้าส่งมาจากประเทศไหน ไปสู่การตรวจว่าใครเป็นเจ้าของโรงงาน ใช้ชิ้นส่วนจากที่ใด ผลิตจริงมากน้อยแค่ไหน และมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในประเทศไทยจริงหรือไม่ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสะท้อนให้เห็นว่าส่งออกโตแต่ผลิตในประเทศน้อย และการลงทุนภาคเอกชนที่โตดีก็เป็นการลงทุนในลักษณะพึ่งพาการนำเข้าสูงที่มูลค่าเพิ่มยังตกอยู่กับต่างประเทศ
“สถานการณ์ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตตอนนี้คือ make or break หากต่อรองไม่ดี เสียสภาพปัจจัยบวกทางการแข่งขัน เราจะกลายไปอยู่หางแถวทันที เพราะมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซียรุกหนัก และพยายามปิดจุดอ่อนของตัวเองอยู่ เรื่องนี้สำคัญอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจและแรงงานในประเทศ หากผลออกมาเป็นลบจะยิ่งดึงกำลังซื้อภาคเอกชนต่อไปอีกเรื่อย ๆ ถึงตอนนั้น แม้รัฐบาลจะอัดฉีดเงินกระตุ้นเพิ่ม ก็อาจไม่บรรเทามากนัก เพราะภาระหนี้ที่สะสมในภาคเอกชนและครัวเรือนจะดูดซับผลกระตุ้นออกไปก่อน แทนที่จะหมุนในระบบเศรษฐกิจอย่างที่รัฐตั้งใจ ทำให้มาตรการกระตุ้นส่งผลได้จำกัดกว่าที่ควรจะเป็น คำถามไม่ใช่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร แต่คือจะทำให้เงินที่กระตุ้นไปนั้นสร้างผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร ถ้าไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้พร้อมกัน เงินจะละลายแม่น้ำอย่างแน่นอน” กรรมการ ก.ล.ต. กล่าว

