เมื่ิอวันที่ 16 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ รายงานว่า มีรายงานทางลับจาก การสืบสวนชุดใหญ่เปิดปม “ขบวนการรับรองบุตรเท็จ” พบการทำงานเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงตั้งแต่การแจ้งเกิด การออกสูติบัตร การจดทะเบียนรับรองบุตร การตรวจคนเข้าเมือง การออกหนังสือเดินทาง และการพิสูจน์ DNA มีการตั้งชุดสืบสวนกว่า 38 ชุด ตรวจสอบเป้าหมาย 62 ราย รับสารภาพแล้วอย่างน้อย 18 ราย หลายคดีผล DNA ยืนยันผู้รับรองไม่ใช่บิดาที่แท้จริง ขณะที่เด็กบางรายมีอายุกว่า 10 ปี สะท้อนว่าขบวนการอาจดำเนินการต่อเนื่องมานานหลายปี ผู้เชี่ยวชาญชี้ หากพบเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ใดเรียกรับผลประโยชน์ ต้องขยายผลถึงต้นตอ มิฉะนั้นอาจกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบทะเบียนและเอกสารราชการของประเทศไทย
ผู้สื่ิอข่าวไทยแทบลอยด์ ได้สืบค้นหาข้อมูลทางลับ พบว่า “พ่อทิพย์” ไม่ใช่คดีเฉพาะราย แต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบ แต่จากเอกสารรายงานสืบสวนที่จัดทำโดยหลายชุดปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลและหน่วยสืบสวน แสดงให้เห็นว่าคดีรับรองบุตรโดยมิชอบมิใช่เหตุการณ์เฉพาะบุคคล หากแต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายที่อาศัยช่องว่างของระบบทะเบียนราษฎรและกระบวนการรับรองบุตรพบว่าตัวเลขจากรายงานสรุประบุว่าเป้าหมายที่เข้าสู่การสืบสวน 62 ราย,คัดเข้าสู่การตรวจสอบเชิงลึก 45 ราย,ตรวจสอบแล้ว 27 ราย,อยู่ระหว่างดำเนินการ 18 ราย,ตั้งชุดสืบสวนรวม 38 ชุด ผลการสืบสวนพบว่ารับสารภาพว่า รับรองบุตรเท็จ แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนด้วยตนเอง 7 ราย,รับสารภาพว่า รับรองบุตรเท็จ และไปจดทะเบียนด้วยตนเอง 11 รายรวมผู้รับสารภาพแล้ว 18 ราย
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังตรวจพบว่า DNA กลายเป็นหลักฐานสำคัญ เหตุเพราะข้อมูลในแต่ละสำนวนสืบสวนพบรูปแบบคล้ายกัน คือผู้รับรองเป็นชายไทย มารดาเป็นหญิงต่างชาติหลายราย เด็กได้รับการจดทะเบียนเป็นบุตร,เมื่อพิสูจน์ DNA แล้ว พบว่าผู้รับรอง ไม่ใช่บิดาทางสายเลือดโดยตรวจพบว่าหลายสำนวนยังมีการรวบรวมภาพถ่าย คำให้การ เอกสารทะเบียนสูติบัตร,หนังสือเดินทาง,ผลตรวจ DNAซึ่งถูกนำมาใช้ประกอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงซึ่งมีเด็กบางรายอายุเกือบ 10 ปี สะท้อนขบวนการอาจดำเนินมานาน
ข้อมูลในรายงานพบว่า เด็กบางรายมีอายุประมาณ 10 ปี หมายความว่า การรับรองบุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเท็จอาจเกิดขึ้นตั้งแต่หลายปีก่อน มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า หากมีขบวนการอยู่จริง ย่อมอาจดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และอาจมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าที่ปรากฏในสำนวนปัจจุบัน หลายหน่วยงานเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน จากข้อมูลในเอกสารและกระบวนการตามกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละช่วงของการดำเนินการ อาจประกอบด้วยผู้สื่อข่าวยัวรายงานอีกว่ากระทรวงสาธารณสุข และสถานพยาบาล (การออกเอกสารการเกิด) กรมการปกครอง (งานทะเบียนราษฎร การแจ้งเกิด และการจดทะเบียนรับรองบุตร)กองหนังสือเดินทาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง,กองบัญชาการตำรวจนครบาล,พนักงานสอบสวน,หน่วยพิสูจน์หลักฐานและตรวจ DNA ซึ่งอย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานเหล่านี้เกี่ยวข้องในกระบวนการ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงานมีส่วนกระทำผิด การเอาผิดต้องอาศัยพยานหลักฐานเป็นรายบุคคล
มีรายงานอีกว่า กรมการปกครอง คือกลไกสำคัญของระบบทะเบียน การรับรองบุตรในประเทศไทยเป็นกระบวนการที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายครอบครัวและระบบทะเบียนราษฎร โดยการจดทะเบียนรับรองบุตรทำให้บุตรนอกสมรสกลายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547
ขณะที่การรับแจ้งเกิด การจัดทำทะเบียนราษฎร และการดำเนินงานด้านทะเบียนอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกรมการปกครองเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลระบบทะเบียนของประเทศ
ด้วยเหตุนี้ หากพบว่ามีการใช้เอกสารเท็จ การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือการรับรองบุตรโดยมิชอบ ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จุดใดของกระบวนการมีช่องโหว่ และมีบุคคลใดเกี่ยวข้อง ต้องสาวถึงผู้บงการ ไม่ใช่หยุดที่ “พ่อทิพย์”ผู้สื่ิอข่าวไทยแทบลอยด์ขอฝาก คำถามสำคัญของสังคมวันนี้ไม่ใช่เพียงว่าใครเป็น “พ่อทิพย์”แต่คือใครจัดหา,ใครประสานงาน,ใครได้ผลประโยชน์,มีนายหน้าหรือไม่,มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเกี่ยวข้องหรือไม่,มีการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่.?
หากพบข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม กรณีนี้จะถือว่าเป็นเดิมพันคือความเชื่อมั่นของประเทศระบบทะเบียนราษฎรไม่ได้เป็นเพียงฐานข้อมูประชาชน แต่เป็นรากฐานของการออกบัตรประชาชนหนังสือเดินทาง การพิสูจน์สัญชาติ สิทธิทางกฎหมาย และการยืนยันตัวตนของบุคคล หากมีการแสวงหาประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบจริง และไม่มีการปรับปรุงหรือดำเนินคดีอย่างจริงจัง ย่อมเสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่มีต่อเอกสารราชการของไทยการคลี่คลาย
คดีนี้จึงไม่ใช่เพียงการจับกุม “พ่อทิพย์” รายใดรายหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบความโปร่งใสของระบบราชการ และการคุ้มครองความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรไทยในสายตาประชาคมโลกซึ่งรายงานสืบสวนและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ถูกกล่าวถึงจากข้อมูลนี้ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และการกล่าวถึงหน่วยงานของรัฐเป็นการอธิบายบทบาทตามกระบวนการ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ทุกคนมีส่วนกระทำผิด “ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ กล่าว”

