ยะลา, วันที่ 15 ก.ค. – สถานการณ์ผลผลิตเกษตรกรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างหนัก โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ที่ออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูกาลนี้ จนประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวสวนอย่างรุนแรงโดย “ทุเรียนบ้าน” หรือทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ราคารถดิ่งลงมาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 – 6 บาทเท่านั้น ขณะที่ทุเรียนสายพันธุ์เศรษฐกิจยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็น หมอนทอง ชะนี หรือก้านยาว ราคาทรุดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ 25 – 60 บาทต่อกิโลกรัม
สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาชายแดนภาคใต้ (JSD-South) จึงร่วมกับ ศูนย์พัฒนาอาชีพกลุ่มร่วมด้วยช่วยกันชายแดนใต้ จับมือเครือข่ายภาคเอกชน และสื่อมวลชนระดับประเทศ ขับเคลื่อนโครงการรับซื้อผลผลิตทุเรียนโดยตรงจากชาวบ้านในราคานำร่อง เพื่อแทรกแซงและพยุงราคาตลาดไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ สำหรับภาคีเครือข่ายนำโดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) นายอภิชาติ โรจน์สราญรมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำดื่ม ซาร่า จำกัด นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหารเนชั่นทีวี และบรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา และคุณนลิน สิงหพุทธางกูร ผู้ดำเนินรายการ “ขอเวลานอก / THE UNCUT TALK” และ “ข่าวข้นคนข่าว”

นางสาวนาซือเราะ เจ๊ะฮะ นายกสมาคม JSD-South กล่าวว่า หลังจากภาคีเครือข่ายได้เข้ามารับซื้อทุเรียนจากชาวสวนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ได้นำผลผลิตทั้งหมดมาต่อยอดสู่กิจกรรมเชิงสังคม “บุฟเฟ่ต์ทุเรียน เติมความสุขเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่ง” ณ บริเวณแก่งนางรำ ต.ตาชี อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจาก พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) ที่มอบหมายให้ พ.ต.อ.สายูตี กาเต๊ะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรยะหา (ผกก.สภ.ยะหา) เป็นผู้แทนเข้าร่วมสนับสนุน พร้อมร่วมพบปะและรับประทานอาหารร่วมกับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ยังมี นายนิแอ สามะอาลี อุปนายกสมาคม JSD-South และ นายอะหมัด รามันห์สิริวงศ์ กรรมการบริหารสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย / ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ประจำจังหวัดยะลา ในฐานะที่ปรึกษาประธานสมาพันธ์ SME ไทย จ.ยะลา และที่ปรึกษาประธานสมาคมผู้นำศาสนาอิสลามชายแดนใต้ ร่วมอำนวยการและกำกับดูแลกิจกรรมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย
ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมคือการต้อนรับเด็กกำพร้าจาก โรงเรียนสันติวิทย์จะนะ (มูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้าบ้านสันติวิทย์) จ.สงขลา ซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ขาดไร้ผู้อุปการะ โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียนที่เด็กหลายคนไม่มีบ้านให้กลับไป ซึ่ง ผอ.โรงเรียนสันติวิทย์จะนะ กล่าวว่า ที่ผ่านมานักเรียนแทบไม่มีโอกาสได้กินทุเรียนเลย มีเด็กบางคนอยากกินมาก ถึงขั้นเดินไปขอจากแม่ค้า พอเขาให้มาลูกหนึ่งก็ดีใจกันมาก วันนี้ได้รับโอกาสมากินบุฟเฟ่ต์ทุเรียนที่ตาชี อำเภอยะหา ได้เต็มที่ รู้สึกดีใจ และขอบคุณผู้ใจบุญทุกท่านที่เห็นความสำคัญของเด็ก

ขณะที่หนึ่งในเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรม สะท้อนความรู้สึกด้วยรอยยิ้มว่า “ดีใจมากครับที่ได้กินทุเรียนหมอนทอง อร่อยและมีความสุขมาก ขอบคุณทุกคนที่ให้พวกเราได้กินทุเรียนในวันนี้”
นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอุ้มราคาผลไม้และเยียวยาจิตใจกลุ่มเปราะบางแล้ว ภาคีเครือข่ายและชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ร่วมแรงร่วมใจกัน “ลงแขก” พัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณ “แก่งนางรำ” ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม โดยโครงการนี้มีเป้าหมายระยะยาวในการยกระดับพื้นที่แก่งนางรำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของจังหวัดยะลา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ อ.ยะหา อย่างยั่งยืนหลังสิ้นสุดฤดูกาลผลไม้
ทั้งนี้ กิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและประสานงานอย่างดียิ่งจากผู้บริหารระดับสูง อดีตข้าราชการระดับกระทรวง ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคง หลายท่าน ประกอบด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน, นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย, พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รวมถึง นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ ผู้อำนวยการกองประสานและเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กปพ.), นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, พล.ท.วิชาญ สุขสง ที่ปรึกษาพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย และพันเอก เอกธวุฒิ คงคาเขตร ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง ศูนย์สันติวิธี (ผอ.รร.การเมือง ศสว.) พ.อ.เรวัตร เซ่งเข็ม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 (ผบ.ฉก.ทพ.47)
นายนิแอ สามะอาลี ได้เป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมและศูนย์พัฒนาอาชีพฯ ซึ่งการยื่นมือเข้ามาในครั้งนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาทุกข์ของชาวสวนทุเรียนที่กำลังเผชิญวิกฤตราคาวิกฤตแล้ว ยังเป็นการสร้างรอยยิ้มและโอกาสให้กับเด็กกำพร้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปอีกด้วย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ “แก่งนางรำ” อ.ยะหา ในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของ “พลังบวก” และความร่วมมือระหว่างสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐ และฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่
นางสาวนาซือเราะกล่าวว่า โมเดลนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบและความยากจนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่อาจใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน (Isolation) ได้อีกต่อไป แต่ต้องมองให้ครบทุกมิติและขับเคลื่อนไปด้วยกลไกเชื่อมโยง 3 ส่วนสำคัญ คือ การดูแลปากท้องชาวบ้าน การโอบอุ้มกลุ่มเปราะบาง และการสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว การบูรณาการในลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยพยุงโครงสร้างราคาเกษตรกรรมในยามวิกฤต แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุนทางธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการเยียวยาชั่วคราว ไปสู่การสร้าง “สันติสุขที่กินได้” ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ปลายด้ามขวานไทยอย่างยั่งยืน

