หน้าแรกการเมือง“ณัฐชา” ซักงบกรมประมง 4.8 พันล้าน ชี้ใช้งบบุคลากรครึ่งหนึ่งแต่บริการประชาชนยังล้มเหลว

“ณัฐชา” ซักงบกรมประมง 4.8 พันล้าน ชี้ใช้งบบุคลากรครึ่งหนึ่งแต่บริการประชาชนยังล้มเหลว

“ณัฐชา” ซักงบกรมประมง 4.8 พันล้าน ชี้ใช้งบบุคลากรครึ่งหนึ่งแต่บริการประชาชนยังล้มเหลว จี้ทบทวนศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำเกือบพันล้าน พร้อมตั้งคำถามการรับมือ “ปลาหมอคางดำ”

ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน อภิปรายตรวจสอบงบประมาณของกรมประมง โดยตั้งข้อสังเกตว่ากรมประมงได้รับงบประมาณกว่า 4,800 ล้านบาท แต่กว่าครึ่ง หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท เป็นงบบุคลากร จึงควรตอบคำถามให้ได้ว่าประชาชนได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่

นายณัฐชา ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ติดตามปัญหาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ว แต่เมื่อจะขอรับเงินเยียวยา กลับต้องผ่านการตรวจสอบของกรมประมงที่มีขั้นตอนซับซ้อนเกินความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่สอบถามเกษตรกรถึงพิกัดละติจูด-ลองจิจูดของบ่อเลี้ยง รวมถึงปริมาณน้ำในบ่อเป็นลูกบาศก์เมตร ทั้งที่เป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถตอบได้ ทำให้การช่วยเหลือล่าช้าและไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำในกรณีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ โดยเกษตรกรยังต้องพิสูจน์ด้วยตนเองว่าบ่อใดได้รับผลกระทบและเสียหายอย่างไร ทั้งที่รัฐใช้งบประมาณจำนวนมากกับบุคลากร ระบบงาน และเทคโนโลยีของกรมประมง แต่กลับไม่สามารถนำมาใช้สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นายณัฐชา ยังวิจารณ์ระบบป้องกันสัตว์น้ำต่างถิ่นของกรมประมง โดยระบุว่าด่านตรวจสัตว์น้ำที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งถือเป็น “ประตูด่านแรก” ของประเทศ ยังขาดเครื่องมือที่เหมาะสมในการตรวจสอบลูกสัตว์น้ำ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับคณะกรรมาธิการในช่วงปี 2568-2569 พบว่าวิธีการจำแนกชนิดสัตว์น้ำยังอาศัยการเทียบกับภาพที่พิมพ์บนกระดาษ ทำให้เกิดช่องโหว่ในการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นและเป็นสาเหตุให้ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหา Alien Species อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณ ณัฐชา ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของโครงการก่อสร้างและพัฒนาศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำในหลายจังหวัด ซึ่งมีวงเงิน ผูกพันรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2570 ที่มีโครงการต้องจ่ายสูงถึง 185.54 ล้านบาท อีกโครงการ ตั้งศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ แห่งใหม่ อีก 375 ล้านบาท แม้ปีแรกจะเบิกจ่ายเพียง 56 ล้านบาท แต่ปีถัดไปจะต้องผูกพันงบอีกกว่า 319 ล้านบาท พร้อมเสนอให้ทบทวนความจำเป็นของโครงการทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่ากรมประมงยังมีภารกิจหลักที่ดำเนินการได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นายณัฐชา ยังตั้งคำถามว่าตลอดช่วงที่เกิดวิกฤตปลาหมอคางดำ กรมประมงเคยสนับสนุนหรือจัดทำงานวิจัยที่ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดหรือไม่ โดยระบุว่าปัจจุบันมีเพียงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ประเมินความเสียหายในพื้นที่ 1ตำบล ของจังหวัดสมุทรสงครามไว้ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ปัจจุบันปลาหมอคางดำแพร่กระจายแล้วกว่า 76 อำเภอ ใน 19 จังหวัด ซึ่งสะท้อนว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจสูงกว่านี้มาก แต่กลับยังไม่มีข้อมูลวิชาการจากกรมประมงรองรับการกำหนดนโยบาย

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงโครงการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อแจกจ่ายประชาชน ซึ่งใช้งบประมาณรวมกว่า 300 ล้านบาท โดยเห็นว่าควรประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง เพราะหลายพื้นที่พบปัญหาสัตว์น้ำตายระหว่างรอพิธีแจก ทำให้ไม่สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ตามวัตถุประสงค์ พร้อมเสนอให้ยกเลิกพิธีการที่ไม่จำเป็นและมุ่งเน้นการส่งมอบสัตว์น้ำให้ถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพแทน

ช่วงท้ายของการอภิปราย ณัฐชา ยังยกกรณีการใช้ “กากชา” ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งพบว่ากรมประมงจังหวัดหนึ่งจับกุมประชาชนที่ใช้กากชา ขณะที่อีกจังหวัดกลับเป็นผู้ใช้กากชาเองในการจัดการแหล่งน้ำ สะท้อนถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นเอกภาพและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ นายณัฐชา ขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาทบทวนการจัดสรรงบประมาณของกรมประมง โดยเฉพาะงบลงทุนด้านศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ และกำชับให้กรมประมงเร่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในภารกิจหลัก ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกร การป้องกันสัตว์น้ำต่างถิ่น การบริหารจัดการปลาหมอคางดำ และการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้เสียภาษี เจ้าของเงินงบประมาณตัวจริง

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img