กรุงเทพ, วันที่ 13 ก.ค. – นายกัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ และการหารือระหว่างผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน รมว.ต่างประเทศของไทย และผู้แทนจากกลุ่มต่าง ๆ ของเมียนมา ได้แก่ K3C, RCSS, NMSP และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ว่า ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ และขอชื่นชมความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่ต้องการผลักดันบทบาทของไทยในฐานะ Peace Facilitator หรือผู้อำนวยความสะดวกด้านสันติภาพ
นายกัณวีร์ กล่าวว่า การสร้างสันติภาพไม่ใช่เพียงการเปิดห้องประชุมหรือทำให้ทุกฝ่ายมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่เป็นกระบวนการที่มีลำดับขั้น โดยกระดุมเม็ดแรกของสันติภาพต้องกลัดให้ถูก เพราะเมื่อความไว้วางใจหายไป กระบวนการสันติภาพก็เดินต่อได้ยาก ขณะที่หลายพื้นที่ของเมียนมา ทั้งรัฐฉาน คะเรนนี กะเหรี่ยง มอญ และตะนาวศรี ยังคงมีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังได้รับผลกระทบและต้องหลบหนีเข้ามายังประเทศไทย ดังนั้น หากเสียงปืนยังดังกว่าเสียงของการเจรจา การผลักดันให้คู่ขัดแย้งมานั่งโต๊ะเดียวกันย่อมไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่มั่นคงของกระบวนการสันติภาพ
“สิ่งที่ประเทศไทยควรใช้ศักยภาพผลักดันเป็นลำดับแรก คือ การลดความรุนแรงและการหยุดยิง เนื่องจากไทยมีพรมแดนติดเมียนมายาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฝั่งเมียนมา แต่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย หากสามารถสร้างบรรยากาศที่นำไปสู่การหยุดยิงได้ ทุกฝ่ายก็จะพร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจามากขึ้น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืน” อดีต สส.บัญชีรายชื่อกล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวว่า บทบาทของของไทยในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกสร้างสันติภาพเมียนมา ต้องตั้งอยู่บนหลักความเที่ยงธรรม และความเป็นกลาง โดยการอำนวยความสะดวกไม่ใช่การเลือกเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายใดมากกว่าอีกฝ่าย แต่ต้องทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียม ได้รับความเคารพในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของกระบวนการสันติภาพ และเชื่อมั่นว่าผู้ประสานงานไม่มีวาระซ่อนเร้น “หากเกิดภาพว่าบางฝ่ายได้รับพื้นที่หรือโอกาสมากกว่าอีกฝ่าย ไม่ว่าจะด้วยข้อจำกัดใดก็ตาม ความรู้สึกไม่สมดุลอาจค่อย ๆ บั่นทอนความไว้วางใจ ซึ่งเป็นทุนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการสันติภาพ”
นายกัณวีร์ ระบุว่า ตนเห็นด้วยกับแนวคิด calibrated re-engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องไม่ใช่เพียงการจัดลำดับการพบปะ หากต้องเป็นการสร้างความไว้วางใจไปพร้อมกัน พร้อมเสนอว่า ก่อนจะสรุปว่ากลุ่มต่างๆ ยังไม่มีจุดยืนร่วมกันหรือยังไม่มีข้อเสนอที่ชัดเจน ควรรับฟังทุกฝ่ายให้มากพอ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายกลุ่มได้เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้ยุติความรุนแรง คุ้มครองพลเรือน เปิดทางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และผลักดันการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน “หัวใจของการเจรจาไม่ใช่การพูด แต่คือการฟัง ไม่ใช่การโน้มน้าว แต่คือการเปิดพื้นที่ และไม่ใช่การตัดสิน แต่คือการสร้างความไว้วางใจ”
อดีต สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็นผู้นำด้านการสร้างสันติภาพในภูมิภาค จะต้องก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงเจ้าภาพจัดประชุม และมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย เพราะท้ายที่สุด ประวัติศาสตร์จะไม่ได้จดจำว่าไทยจัดประชุมกี่ครั้ง แต่จะจดจำว่าไทยสามารถสร้างความไว้วางใจ จนนำทุกฝ่ายก้าวจากสนามรบไปสู่โต๊ะเจรจาได้จริงหรือไม่

นายกัณวีร์ กล่าวถึงการหารือกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่เริ่มขึ้นในวันนี้ ซึ่งผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะหารือกับผู้แทน K3C, RCSS และ NMSP ก่อนพบผู้แทน NUG ในลำดับถัดไป โดยหวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือการออกแถลงการณ์ร่วม แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความไว้วางใจระหว่างทุกฝ่าย
“ผมจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่า หลังการหารือในวันนี้ ทุกฝ่ายจะรู้สึกว่าได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมหรือไม่ บทบาทของไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเพียงใด และแนวทางที่เริ่มต้นในวันนี้จะสามารถต่อยอดไปสู่กระบวนการสันติภาพที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ เพราะการสร้างสันติภาพไม่มีทางลัด และไม่มีใครบังคับให้เกิดขึ้นได้ แต่หากกระดุมเม็ดแรกถูกกลัดอย่างถูกต้อง กระบวนการทั้งหมดก็มีโอกาสเดินหน้าต่อไป” นายกัณวีร์ กล่าวพร้อมระบุว่า ประเทศไทยมีโอกาสครั้งสำคัญที่จะเป็นมากกว่าเจ้าภาพ แต่เป็น ผู้สร้างพื้นที่แห่งความไว้วางใจที่ช่วยให้ทุกฝ่ายค่อย ๆ เดินจากสนามรบสู่โต๊ะเจรจา พร้อมย้ำว่า สันติภาพของเมียนมา ก็คือความมั่นคงของประเทศไทย

