วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านี้คาดการณ์กันว่า ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจออกได้ 3 แบบ คือ ผ่านทั้งฉบับ ไม่ผ่านทั้งฉบับ หรือไม่ผ่านแค่บางส่วน โดยผลการวินิจฉัยวันนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเกี่ยวกับเงินเยียวยา มีมติ 9 ต่อ 0 กับอีกส่วนคือแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 200,000 ล้านบาท มีมติ 7 ต่อ 2
เมื่อผลออกมาว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ผ่านทั้งฉบับ พรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวว่า ผิดหวัง แต่ไม่ประหลาดใจ
“พวกเราเองสื่อสารมาโดยตลอดว่าจริง ๆ แล้ว รัฐบาลไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้อง ไปใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.กู้เงินนี้ออกมา เพราะว่าไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องของการยัดไส้ พยายามทำโครงการต่างๆ เหล่านี้เข้ามา ซึ่งจริงๆ สามารถบรรจุได้อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีอยู่แล้ว และสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือตอนนี้ กรรมาธิการวิสามัญงบประมาณเองกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่”
ณัฐพงษ์ กล่าวถึงความคืบหน้าว่า เช้าวันนี้ มีหลายหน่วยงานต้องมาชี้แจงกับ กมธ. ว่า โครงการที่จะของบประมาณมีลักษณะอย่างไร มีกระบวนการในการพิจารณาอย่างไร
“กลายเป็นว่ามีโครงการจากท้องถิ่นต้องการเสนอเข้ามาเพื่อทำลานกีฬาโซลาร์ หรือว่าทำรถขยะพลังงานไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งหลาย ๆ โครงการสามารถบรรจุอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ ไม่ได้มีความจำเป็นเลยที่จะต้องมาใช้กระบวนการพิเศษ มาใช้ในแผน พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทนี้” โดยนายณัฐพงษ์ยืนยันว่า โครงการที่รัฐบาลพยายามทำไม่ได้เข้าข่ายการใช้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ
“ในส่วนของพรรคประชาชน เราคงไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นเหนือความคาดหมายที่เราคาดไว้”
นางสาวศิริกัญญา เสริมว่า โครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งใช้งบ 200,000 ล้านบาท ยังไม่ได้เข้าสู่คณะกรรมการกลั่นกรองเลยแม้แต่โครงการเดียว
“ในช่วงระยะเวลาแค่ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการให้ข่าวของรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นจาก รมช.มหาดไทย จาก รมช.คมนาคม ถึงโครงการที่จะมาขอใช้ ประกอบกับเอกสารที่เราได้มา ที่มีการส่งเวียนไปตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งไม่ใช่โครงการที่ท้องถิ่นอยากได้ แต่มันเป็น ‘แคตตาล็อก’ หรือว่าเป็น ‘เมนู’ รายการสินค้า หรือว่าโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทได้ และหลายโครงการก็ไม่ได้สะท้อนว่าเป็นโครงการที่จะช่วยเราเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง”
นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่อว่า มีข้อสังเกตคือ บางโครงการอาจจะเตรียมบริษัทผู้รับจ้างหรือการจัดซื้อในโครงการไว้แล้ว และมีโครงการที่ซ้ำซ้อน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องน่ากังวล ว่าเงิน 200,000 ล้านบาทหลัง จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสัดส่วนการใช้พลังงาน
“เราก็เกิดความกังวลว่ามันจะเป็นไปตามอย่างที่เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่า 200,000 ล้านบาทหลัง ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการสอดไส้โครงการ แล้วเอาความเดือดร้อนของประชาชน เอาเงินเยียวยาประชาชนมาบังหน้า เพื่อใช้ในการหาประโยชน์ส่วนตัว

