ลุยสอบทุนต่างชาติ-นอมินี หวั่นทำ”นักลงทุนเก่า-ใหม่”ผวา แนะตร.ต้องรอบคอบ-ไม่เหวี่ยงแห       

7

การเดินหน้าสืบสวนสอบสวนการลงทุนทางธุรกิจของชาวต่างชาติในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต หรือการเงิน ที่จ้างนอมินีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ตำรวจกำลังดำเนินการนั้นถือว่ามีความรุดหน้าและชาวบ้านต่างส่งเสียงเชียร์

ซึ่งชุดทำงานนำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย สามารถสะสางคดีได้รุดหน้าอย่างมาก มี พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำ ตร. พร้อมทีมงานเป็นกำลังหลัก เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ในพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ พุ่งเป้าตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 49 ไร่ รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 1,053 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 59 หมาย เป็นคนไทย 28 คน และต่างชาติ 31 คน

              จ.ภูเก็ต ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินี ซื้อและครอบครองที่ดินที่ผิดกฎหมายแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่ 1 บริษัทมีพฤติกรรมเป็นนอมินี 10 บริษัท ที่ดิน 4 แปลงกว่า 2ไร่ มูลค่าประมาณ 116 ล้าน ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติ 12 คน กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซื้อและครอบครองที่ดิน มีจำนวนต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน 39 บริษัท ที่ดิน 52 แปลง เนื้อที่กว่า 12 ไร่ 2 มูลค่าประมาณ 115 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 29 หมาย รวมที่ดินทั้งกลุ่ม1และ 2 จำนวน 56 แปลงเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ มูลค่าประมาณ 231 ล้านบาท
               

จุดสำคัญการตรวจค้นจับกุม กลุ่มเครือข่าวบริษัทจีแมทฯ มีจำนวน 3 บริษัท ประกอบธุรกิจ โรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด เช่ารถจักรยานยนต์ ร้านอาหาร ร้านกัญชา และ สถานที่ออกกำลังกาย

              จ.พังงา กลุ่มที่ 1 บริษัทที่เข้าข่ายเป็นนอมินี 9 บริษัท ที่ดิน 7 แปลง จำนวนกว่า 17 ไร่ มูลค่าประมาณ 269 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 6 หมาย อนุมัติหมายค้น 3 หมาย จับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติได้ 1 คน กลุ่มที่ 2 บริษัทที่ถือครองที่ดิน มีชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง จำนวน1 บริษัท ที่ 1 แปลงพื้นที่กว่า 9 ไร่ 3 พนักงานที่ดินตะกั่วป่า ร้องทุกข์กล่าวโทษ บริษัท อตามันฯ ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 54 ล้านบาท จุดสำคัญตรวจค้นจับกุมโรงแรม ซาวา บิช วิลล่า เปิดบริการวิลล่า 7 หลัง ไม่ได้รับอนุญาต จับกุม นายแอนดรูว์ สัญชาติอังกฤษ กรรมการบริษัท

     จ.กระบี่ กลุ่มที่ 1 บริษัทมีพฤติกรรมเป็นนอมินี 9 บริษัท ที่ดิน 17 แปลง พื้นที่กว่า  6 ไร่มูลค่าประมาณ 209 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 40 หมาย หมายค้น 13 หมาย จับกุมชาวไทยได้ 26 คน ชาวต่างชาติ 12 คน
 
      กลุ่มที่ 2 บริษัทถือครองที่ดิน มีต่างชาติถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง มี 8 บริษัท ที่ดิน 8 แปลง เนื้อที่กว่า 8 ไร่ มูลค่าประมาณ 290 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายค้น 6 หมาย จุดสำคัญจับกุมบริษัทก่อสร้างและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ของกลุ่มนักลงทุนชาวโปแลนด์ ลงทุนหลายพื้นที่ อาทิ เหนือคลอง และหนองทะเล เป็นต้น ถือครองที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่กว่า 6 ไร่ รวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท คนไทยถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นนอมินีไม่มีเงินลงทุนและไม่ได้บริหารเอง
   
เป็นการทำงานเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล เนื่องจากตำรวจได้ลุยตรวจมาแล้วหลายพื้นที่ การตรวจสอบบริษัทหรือนักลงทุนต่างชาติเปรียบเสมือนดาบสองคม คือถ้าตรวจสอบแบบตรงไปตรงมาจะเกิดผลดีต่อประเทศโดยรวม

    แต่ถ้าลุยสอบแบบเหวี่ยงแห จะทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจมาหลายปีแล้ว หรือนักลงทุนต่างชาติหน้าใหม่ มีความตั้งใจจะลงทุนจริงจังตามคำเชิญของรัฐบาล อยู่ในอาการผวาหรือถอดใจแล้วลงทุนประเทศอื่นได้
 
ซึ่งนักลงทุนต่างชาติคนหนึ่งบอกว่าเข้ามาลงทุนในเมืองไทยนับสิบปีแล้ว ดำเนินการตามกฎหมายไทยทุกอย่าง จ่ายภาษีถูกต้อง การจ้างงานถูกต้อง แต่พอรัฐบาลสั่งให้ตำรวจเข้าตรวจสอบเกิดอาการหวั่นใจเล็กๆ เพราะกลัวว่าตำรวจจะตรวจแบบเหวี่ยงแหสร้างผลงาน เพราะลีลาของตำรวจไทยไม่ธรรมดาอยู่แล้ว
   
 “หากจะตรวจสอบขอให้ตำรวจหาข้อมูลให้รอบคอบก่อน โดยเฉพาะผลการดำเนินงานของบริษัท ที่สามารถตรวจสอบได้ตามระบบอยู่แล้ว อาทิ  บัญชีงบดุล การจ่ายภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาของพนักงานและผู้บริหาร เมื่อมีข้อมูลแล้วแจ้งบริษัทเพื่อเข้าตรวจสอบ จะสบายใจทั้งสองฝ่าย”นักลงทุนระบุและว่านับแต่ตำรวจเข้าตรวจสอบ นักลงทุนต่างชาติหน้าใหม่บางส่วนเกิดอาการไม่มั่นใจ ต่างเบนเข็มไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านไม่น้อย

         แต่ด้วยเครดิตของการทำงานของ พล.ต.อ.สำราญและพล.ต.ท.นพศิลป์ เชื่อว่าทำด้วยความรอบคอบอย่างแน่นอน  แต่อาจจะมีตำรวจบางชุดอาศัยจังหวะนี้ลุยตรวจแบบเหวี่ยงแหเพื่อสร้างผลงานหรือบางชุดอาจจะใช้เป็นเครื่องมือตบทรัพย์ ทั้งสองกรณีล้วนเป็นจุดด่างที่อาจจะทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ลงอยู่ก่อนแล้วและนักลงทุนต่างชาติหน้าใหม่หวังเข้ามาลงทุนแบบสุจริต อาจจะถอดใจได้  ซึ่งผลเสียจะตกกับประเทศแบบเต็มๆ

            จึงได้แต่หวังว่าตำรวจทุกชุด ทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่หวี่ยงแห เพียงเพื่อสร้างผลงานหรือหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ !!!