เมียสาวชาวลาวหลั่งน้ำตา เดินทางข้ามประเทศร้องขอความเป็นธรรมให้สามีคนไทย หลังถูกเถ้าแก่หลอกให้ขับรถไปรับหญิงสาวชิ้ปปิ้งค้าข้าวมาคุยธุรกิจแต่กับโดนหมายจับร่วมกันเรียกค่าไถ่ ยันสามีไม่รู้เรื่องอยากมอบตัวแต่กลัวไม่ปลอดภัย
วันที่ 27 มิถุนายน 69 ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.ผุด อายุ24 ปี สัญชาติลาว นำเอกสารหลักฐานต่างๆเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ประธานมูลนิธิ ว่าที่ร.ต.รภัสสิทธิ์ ภัทรสิริชัยสิน รองประธานมูลนิธิ หลังนาย จักรกฤษณ์ ฝอยทองอายุ 39 ปี สามีคนไทย ถูกศาลจังหวัดหนองคายออกหมายจับในข้อหา ร่วมกันเรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่น
ซึ่งสามีไม่ได้ทำเรื่องตามที่ถูกออกหมายจับ จึงเดินทางไปมอบตัวที่สถานีตำรวจแต่ตำรวจไม่รับมอบตัวบอกให้กลับไปก่อน ทำให้สามีกลัวว่าจะไม่ปลอดภัยทั้งจากคู่กรณีและเถ้าแก่ของตนที่มีทั้งเงินและอิทธิพล จนต้องหนีไปซ่อนตัว ก่อนจะติดต่อให้ตนนำเรื่องมาร้องเรียนที่มูลนิธิให้ช่วยเหลือในการเข้ามอบตัวและต่อสู้คดี ซึ่งตนได้ขอภาพวงจรปิดปั๊มนำ้มันที่ประเทศลาวในวันเกิดเหตุและเอกสารจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวที่แปลเป็นภาษาไทยยืนยันว่าไม่พบการกระทำผิดในเรื่องดังกล่าวมามอบให้ทางมูลนิธิด้วย
น.ส.ผุด เล่าทั้งน้ำตาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 เฮีย สอ เจ้าของบริษัทค้าข้าวแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีซึ่งสามีทำงานรับจ้างขับรถบรรทุกพ่วง22 ล้อ ส่งข้าวให้กับเฮียสอ มานานกว่าสี่ปีแล้ว ได้ชวนให้ตนกับสามีเดินทางไปที่ประเทศลาวเพื่อพูดคุยติดต่อเรื่องซื้อข้าวจากชิปปิ้งสาวคู่กรณี โดยที่ตนกับสามีไม่เคยทราบมาก่อนว่าเฮียสอกับชิปปิ้งสาวมีการติดหนี้สินเรื่องค่าข้าวกันเป็นจำนวนเงินกว่า 300,000 บาท เมื่อข้ามด่านไปยังฝั่งประเทศลาวแล้ว เฮียสอได้ให้ลูกน้องไปเช่ารถเก๋งและบอกให้สามีกับตนขับรถไปรับชิปปิ้งสาวโดยส่งจุดนัดหมายให้ทาง GPS ส่วนเฮียสอกับลูกน้องจะนั่งรถอีกคันตามไปยังจุดนัดหมายตนกับสามีจึงขับรถไปรับชิปปิ้งสาวคู่กรณีเมื่อไปถึงจุดนัดรับชิปปิ้งสาวก็เดินขึ้นรถมาปกติกระทั่งสามีขับรถมาได้ครึ่งทางเฮียสอก็โทรมาบอกว่าให้จอดรถตรงจุดที่เฮียสอจอดรถรออยู่ หลังจากนั้นเฮียสอก็ลงมาที่รถเก๋งที่ตนกับสามีขับมาแล้วบอกให้ตนเปลี่ยนไปขึ้นรถตู้ของเฮียสอแทน
ส่วนเฮียสอเปลี่ยนมานั่งบนรถเก๋งแทนที่ของตนจากนั้นตนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อบนรถจนกระทั่งมาทราบข่าวอีกทีว่าเฮียสอกับสามีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประเทศลาวจับกุม จึงเดินทางตามไปที่โรงพักและสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสามีสามีเล่าให้ฟังว่าหลังจากตนเปลี่ยนรถไปขึ้นรถเฮียสอแล้วนั้นเฮียสอได้มีการถามชิปปิ้งสาวคู่กรณีว่าถ้าทำงานเรื่องซื้อขายข้าวไม่สำเร็จก็ให้โอนเงินที่ทางเฮียสอโอนมัดจำให้จำนวน 300,000 บาทคืน ทางชิปปิ้งสาวคู่กรณีก็ได้มีการโอนเงินคืนครั้งละ 50,000 รวมสามครั้งพร้อมทั้งโทรศัพท์กลับไปบอกสามีที่อยู่ฝั่งไทยว่าถูกเฮียสอหลอกมาและให้สามีโอนเงินที่เหลือคืนให้เฮียสอ
หลังจากนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวเข้ามาควบคุมตัวทันทีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวได้มีการตรวจค้นตัวเฮียสอและสามีของตนรวมถึงภายในรถเก๋งแต่ไม่พบอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใดจึงเชิญตัวทั้งหมดไปที่โรงพักโดยใช้เวลาตรวจสอบอยู่ 2 วันก่อนปล่อยตัวเฮียสอและสามีของตนออกมา เพราะไม่พบสิ่งผิดกฎหมายและไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาส่วนหญิงสาวชิปปิ้งคนดังกล่าวถูกปล่อยตัวไปแต่วันแรกหลังจากนั้นเฮียสอกับสามีของตนจึงเดินทางกลับเข้าประเทศไทยโดยไม่รู้ว่าหญิงสาวชิปปิ้งคู่กรณีได้มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.โพนพิสัยเอาไว้
จนกระทั่งวันที่ 15 มี.ค.69 ภรรยาของเฮียสอ ได้โทรศัพท์มาบอกกับสามีตนว่าเฮียสอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวขณะจะไปส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศที่สนามบินโดยบอกให้ตนหลบหนีไปก่อน เนื่องจากฝั่งคู่กรณีค่อนข้างมีอิทธิพลในพื้นที่ ขนาดเฮียสอมีเงินยังประกันตัวไม่ได้
สามีจึงหนีกลับไปอยู่บ้านที่ภาคใต้ พร้อมทั้งเดินทางไปหาหลักฐานเองที่ประเทศลาวจนได้ ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในปั๊มน้ำมันที่จอดรถให้ชิปปิ้งสาวเดินลงไปเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองโดยไม่มีการข่มขู่หรือควบคุมตัวแต่ยังใดรวมถึงการไปขอเอกสารหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจลาวซึ่งยืนยันว่าเฮียสอกับสามีของตนไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาเพื่อนำกลับมาใช้ต่อสู้คดีในประเทศไทย
ทุกวันนี้สามีตอนต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆเพราะกลัวอิทธิพลทั้งจากคู่กรณีและอดีตเถ้าแก่ของตัวเองจึงตัดสินใจให้ตนนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมเอกสารหลักฐานมาร้องขอให้ทางมูลนิธิช่วยเหลือในการเข้ามอบตัวต่อสู้คดีต่อไป โดยสามียืนยันว่าไม่รู้เรื่องที่เอียสอไปทวงหนี้กับชิปปิ้งสาวคู่กรณีแต่อย่างใด ส่วนที่ต้องขับรถไปให้เฮียสอเพราะบุญคุณที่ให้งานขนข้าวกับสามีมาตลอด 4 ปี แค่นั้น
ด้านทนายรณณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการทวงหนี้ระหว่างเจ้านายของสามีน้องผู้หญิงและหญิงสาวชิปปิ้งคู่กรณีที่มีการติดหนี้สินกันมาก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุในส่วนที่น้องผู้หญิงมาร้องที่มูลนิธิแทนสามีเพราะสามีไม่ทราบมาก่อนว่าทาง เถ้าแก่กับหญิงสาวคู่กรณีมีปัญหาเรื่องหนี้สินกันวันเกิดเหตุเถ้าแก่วานให้สามีของน้องขับรถไปรับให้โดยมีน้องผู้หญิงนั่งไปด้วยตอนไปรับก่อนจะมาสลับรถกับเถ้าแก่ระหว่างทางจนนำมาสู่การแจ้งความของหญิงสาวคู่กรณีจากเดิมที่เป็นลูกหนี้กับกลายมาเป็นแจ้งความจับเจ้าหนี้ ในข้อหาอุ้มรีดทรัพย์แทน เพราะสามีของน้องและเถ้าแก่ไปด้วยกันจึงโดนแจ้งข้อหาร่วมกันทั้งสองคนโดยสาเหตุมาจากการทวงหนี้ผิดวิธีจนบานปลายมาเป็นข้อหาดังกล่าวหลังจากนี้จะประสานให้สามีของน้องเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต่อสู้ทางคดีต่อไป

