ที่ กองบังคับการ​ปราบปราม (บก.ป.)​ พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผู้กำกับ​การ​ 2​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.2 บก.ป.)​ และ พัน​ตำรวจ​โท​ นฤทธิ์ ผูกจิตร สารวัตร​กอง​กำกับการ​ 2​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.2 บก.ป.)​

ได้นำกำลังเช้าจับกุม พระชาญ สุชาโณ มีผลกิจ หรือ จ่าสิบตำรวจ​ ชาญ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 หมู่ 1 ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสงที่ 295/2552 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2552

ในข้อหา​ “เป็นเจ้าพนักงานใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต” โดยจับกุมได้ที่วัดศรีอุทัย หมู่ 6 ต.บ้านยาง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

พ.ต.อ.อรุณฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายโสพิศ เมฆจันทร์ ชาว จ.นครศรีธรรมราช ผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.ว่าเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.42 ขณะผู้เสียหายโดยสารรถไฟจากสถานีรถไฟนครศรีธรรมราชเพื่อเดินทางไปกรุงเทพฯ

ระหว่างที่นั่งอยู่มีผู้หญิงคนหนึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมานั่งใกล้ๆ เมื่อขบวนรถไฟวิ่งมาถึงสถานีทุ่งสง ได้มี จ.ส.ต.ชาญฯ ขณะนั้นรับราชการเป็นตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจรถไฟ (กก.2 บก.รฟ.) กับ ส.ต.อ.สุนทร สมาพันธ์ ได้ขึ้นขบวนรถไฟมาปฏิบัติหน้าที่ และได้ทำการตรวจค้นตัวนายโสพิศฯ เนื่องจากมีพิรุธ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

กองบังคับการ​ปราบปราม

พ.ต.อ.อรุณฯ กล่าวต่อว่า จากนั้น จ.ส.ต.ชาญฯ ได้ขอตรวจบัตรประจำตัวประชาชน แต่นายโสพิศฯ ไม่ได้นำติดตัวมา จ.ส.ต.ชาญฯ และ ส.ต.อ. สุนทรฯ จึงได้นำตัวนายโสพิศฯ​ และผู้หญิงที่นั่งใกล้กันไปที่ตู้เสบียงแล้วข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีข้อหานำคนต่างด้าวเข้าเมืองและไม่พกบัตรประชาชน จากนั้น จ.ส.ต.ชาญฯ ใช้มือตบหน้านายโสพิศฯ

ก่อนนำตัวนายโสพิศฯ และหญิงคนดังกล่าวไปที่ตู้ทำงานแล้วพูดว่า ถ้าอยากให้เรื่องจบ ให้นำเงินมาให้ 20,000 บาท แต่นายโสพิศฯ บอกว่าไม่มีเงิน จ.ส.ต.ชาญฯ จึงถือวิสาสะล้วงกระเป๋ากางเกงของนายโสพิศฯ นำเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ มีเงินจำนวน 6,600 บาท เงินประเทศลาว 1 ฉบับ ราคา 1,000 กีบ และสร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง 1​ เส้น และหนัก 1 สลึงอีก 1 เส้น

พ.ต.อ.อรุณฯ กล่าวอีกว่า ต่อมา ตำรวจทั้งสองนาย ได้ยึดเอาเงิน 5,000 บาท และสร้อยคอทองคำ 2 สลึง 1 เส้น พร้อมด้วยเงินลาว 1,000 กีบ ไปแล้วให้ผู้เสียหายกลับไปนั่งที่เดิมพร้อมสั่งว่าหากผู้โดยสารอื่นถามก็ให้บอกว่ามีเรื่องทะเลาะกับภรรยาจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกไปว่ากล่าวตักเตือน

ต่อมา นายโสพิศฯ จึงเข้าร้องเรียน ปปช.จนกระทั่งมีการออกหมายจับไว้หลังจากนั้นทาง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)ได้มีคำสั่งที่ 114/2546 ไล่ จ.ส.ต.ชาญฯ ออกจากราชการแล้ว ฐานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ

พ.ต.อ.อรุณฯ ยังกล่าวต่อว่า การจับกุมดังกล่าวมาจากยุทธการกวาดลานวัดของ พล.ต.ต.จิรภพฯ ที่ให้เร่งกวาดล้างจับกุมผู้ต้องหาหลบหนีคดีมาบวชตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนามัวหมอง ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบผู้ต้องหาได้หลบหนีคดีมาบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดศรีอุทัย จ.สระบุรี จึงนำกำลังจับกุมตัวได้ดังกล่าว จากการสอบสวนเบื้องต้นจ.ส.ต.ชาญฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงนำตัวส่งศาลจังหวัดทุ่งสงดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กองบังคับการ​ปราบปราม

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง