ภาคประชาชน-ธุรกิจ ยื่นหนังสือ กมธ.ดีอี  หนุน TH-AI Passport ชี้ “AI คือโอกาสของชาติ” เร่งสร้างทักษะ หวั่นคนไทยตกขบวนโลก

180

ที่รัฐสภา, 24 มิ.ย. – นายอลงกต มณีกาศ ประธานคณะ กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ รับหนังสือจาก น.ส.สุจิตรา ทาปลัด ตัวแทนภาคประชาชน และนายปรีชา ศรีประดู่ ตัวแทนภาคธุรกิจ ขอให้รัฐบาลดำเนินโครงการ TH-AI Passport พร้อมยกระดับการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชาชนไทยอย่างทั่วถึง

โดยภาคประชาชน และภาคธุรกิจได้แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนโครงการ TH-AI Passport และใคร่ขอให้ภาครัฐดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว AI ไม่ใช่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การเกษตร การบริการ การผลิต การขนส่ง ตลอดจนการบริหารจัดการภาครัฐ หลายประเทศทั่วโลกได้กำหนดนโยบายระดับชาติเพื่อเร่งสร้างความรู้ด้าน AI ให้แก่ประชาชน

หนังสือระบุว่า ประเทศที่สามารถพัฒนาทักษะด้าน AI ให้แก่ประชาชนได้รวดเร็วกว่าย่อมมีโอกาสทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่า ประเทศไทยจึงไม่อาจยืนอยู่เฉย ๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีการเตรียมความพร้อม ย่อมหมายถึงโอกาสที่สูญเสียไปของประชาชนและประเทศชาติ AI ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าหลายคนยังมองว่า AI เป็นเรื่องของนักพัฒนาโปรแกรม วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่ในความเป็นจริง AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น การส่งเสริมความรู้ด้าน AI จึงมิใช่การลงทุนเพื่อคนบางกลุ่ม แต่เป็นการลงทุนเพื่อประชาชนทั้งประเทศ

โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนไทยเข้าสู่โลกแห่งปัญญาประดิษฐ์อย่างมีคุณภาพ โดยจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI โดยไม่จำกัดฐานะ รายได้ หรือพื้นที่อยู่อาศัย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแรงงานไทย เนื่องจากทักษะด้าน AI จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระดับสากล นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม เพราะเมื่อประชาชนมีความรู้และสามารถประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างกว้างขวาง ย่อมนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม ธุรกิจใหม่ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ส่งผลดีต่อประเทศโดยรวม

ภาคประชาชน และภาคธุรกิจเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การใช้งบประมาณของภาครัฐทุกโครงการต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะสูงสุด อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบที่ดีควรเป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนา มิใช่เป็นเหตุให้โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องหยุดชะงักโดยไม่จำเป็น หากมีข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ต้องปรับปรุง ควรดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกับการเดินหน้าโครงการ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตนเอง

ทั้งนี้ในหนังสือได้เสนอข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ให้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง ไม่ระงับหรือชะลอโครงการโดยไม่จำเป็น 2. จัดให้มีระบบติดตาม และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ 3. ขยายโอกาสการเข้าถึงไปยังประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง 4. พัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น AI สำหรับภาคเกษตรกรรม ธุรกิจขนาดเล็ก การศึกษา การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการชุมชน 5. กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน โดยสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

“จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินโครงการ TH-AI Passport อย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือแห่งอนาคต สามารถพึ่งพาตนเอง สร้างคุณค่า และแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่อย่างภาคภูมิ” ข้อเรียกร้องในหนังสือระบุ