เสียงสะท้อนจากการใช้งานจริง’Telehealth’ ดูแลกลุ่มคนเปราะบาง ผลงานวิจัย สช. สร้างความเข้มแข็งท้องถิ่น

106

ผู้ใช้งานจริงระบบ Telehealth จาก 3 จังหวัดนำร่องโครงการวิจัยฯ “ลำปาง-ลำพูน-กระบี่” รวมทั้งผู้แทนวิชาชีพ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ดูแลสุขภาพกลุ่มคนเปราะบางด้วยการแพทย์ทางไกล ยืนยันตรงกัน Telehealth ช่วยปลดล็อกข้อจำกัด อำนวยความสะดวกประชาชน ลดเวลาเดินทาง ประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการได้จริง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “เสียงจากแนวหน้า : ทีมสหวิชาชีพกับการดูแลกลุ่มเปราะบางถึงบ้าน ด้วยระบบสุขภาพทางไกล” ซึ่งอยู่ภายในงานเวทีสาธารณะระดับชาติ “ท้องถิ่นพลิกระบบสุขภาพ : เมื่อ รพ.สต. อยู่ใกล้บ้าน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่ท้องถิ่น กับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางด้วยระบบสุขภาพทางไกลบูรณาการ (Telehealth) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยเบื้องต้นของโครงการ “การต่อยอดจากระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) สู่ระบบบริการสุขภาพทางไกลบูรณาการ (Telehealth) และศูนย์นวัตกรรมการจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิต้นแบบ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำปาง ลำพูน และกระบี่” ที่ดำเนินการโดย สช. ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

สำหรับโครงการวิจัยดังกล่าว เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการวิจัยเฟส 1 ที่ได้ดำเนินการใน จ.ลำปาง เมื่อปี 2567-2568 ซึ่งโครงการเฟส 2 นี้ สช. ได้ขยายพื้นที่การวิจัยเพิ่ม โดยร่วมกับ อบจ. 3 จังหวัด ในการพัฒนาระบบ Telehealth เพื่อใช้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 60 แห่ง ตลอดระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งขยายบริการจาก Telemedicine ที่มุ่งเน้นการรักษา ไปสู่บริการใหม่อีก 3 บริการ ได้แก่ พยาบาลทางไกล (Tele-nursing) เภสัชกรรมทางไกล (Telepharmacy) และฟื้นฟูสมรรถภาพทางไกล (Telerehabilitation) และยังได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Telehealth ที่ชื่อว่า “iHealthCare”

นายพิพัฒน์ ขวัญธนธีรวุฒิ ผู้แทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จ.ลำปาง ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงในการนำระบบ Telehealth ไปใช้ดูแลประชาชนในพื้นที่ กล่าวว่า ชุมชนหมู่ 13 บ้านแม่คำหล้า ต.บ้านร้อง อ.งาว อยู่ห่างจาก รพ.สต. ประมาณ 15 กิโลเมตร การเดินทางยากลำบากเนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขา ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อาข่า การเข้ารับบริการสุขภาพแต่ละครั้งจำเป็นต้องเสียเงินว่าจ้างรถรับจ้างไปส่ง และต้องมีล่ามช่วยสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการนำระบบ Telehealth มาใช้ ช่วยให้ประชาชนที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยสามารถปรึกษาและติดต่อบุคลากรทางการแพทย์ได้สะดวกขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมาก่อนได้เข้าสู่การรักษาอีกด้วย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางของผู้ป่วยได้จริง แต่จากการใช้งานยังพบข้อจำกัดเรื่องสัญญาณโทรศัพท์ในบางพื้นที่ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร รวมทั้งพิจารณาสนับสนุนค่าตอบแทนให้แก่ อสม. ที่ทำหน้าที่ปฏิบัติงานเชื่อมต่อประชาชนเข้ากับระบบ Telehealth ด้วย

“ในอดีตการไปโรงพยาบาลแต่ละครั้ง ต้องมีอย่างน้อย 3 คน คือ ผู้ป่วย ล่าม และคนขับรถรับจ้าง เดินทางไป-กลับ 15 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบครึ่งวัน และหากต้องไปโรงพยาบาลชุมชนก็ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 แต่เมื่อมี Telemedicine หรือ Telehealth เข้ามาช่วย ทำให้ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ช่วยส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอยากให้ดำเนินโครงการต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี” นายพิพัฒน์ กล่าว

นางชญาณิศวร์ เทียมไชย ผู้แทน รพ.สต.บ้านห้วยไซ จ.ลำพูน กล่าวว่า รพ.สต.บ้านห้วยไซ เป็น 1 ใน 20 หน่วยบริการนำร่องที่เข้าร่วมโครงการ จากการทดลองใช้ระบบ iHealthCare ซึ่งเป็นชื่อของระบบ Telehealth ที่โครงการวิจัยพัฒนาขึ้น พบว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน ลดความแออัดของโรงพยาบาล ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการจะไม่ได้อยู่ห่างไกลจาก รพ.สต. มากนัก แต่ยังพบปัญหาสำคัญในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง และผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปพบแพทย์ได้ด้วยตนเอง และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้อื่นพาไปโรงพยาบาล การมีระบบ iHealthCare จึงช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการเร่งด่วนเข้าสู่ระบบส่งต่อเพื่อรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

“แพทย์ที่ร่วมดูแลผู้ป่วยฝากสะท้อนมาว่ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ เพราะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ และในระยะต่อไปควรมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการคัดกรองผู้ป่วยเข้าสู่ระบบให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาอุปกรณ์และระบบสื่อสารให้มีความเสถียร เพื่อให้การประสานงานและการให้บริการทางการแพทย์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางชญาณิศวร์ กล่าว

พญ.อัจจิมา วงษ์งาม แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว อบจ.กระบี่ กล่าวว่า การให้บริการ Telemedicine ทำให้มีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่เกาะกลาง จ.กระบี่ ที่เป็นเกาะขนาดเล็กอยู่กลางแม่น้ำ ซึ่งมีเพียง รพ.สต. ตั้งอยู่ จึงไม่มีแพทย์ประจำอยู่ในพื้นที่ ซึ่งในอดีตหากประชาชนต้องการพบแพทย์จะต้องเดินทางข้ามเกาะไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ต้องใช้รถสามล้อ รถจักรยานยนต์ หรือรถพ่วงภายในเกาะเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือ ก่อนต่อเรือหางยาวข้ามฝั่ง และเดินทางต่อด้วยรถไปยังโรงพยาบาล ส่งผลให้การเข้าถึงบริการทางการแพทย์มีความยุ่งยากกว่าพื้นที่ทั่วไป

นอกจากนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งการเดินทางด้วยเรืออาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้ารับบริการสุขภาพ ขณะเดียวกันยังมีต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการรักษา เช่น ผู้ดูแลต้องลางานหรือหยุดประกอบอาชีพเพื่อพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ ทำให้สูญเสียรายได้ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มเติม

“เมื่อมี Telemedicine เข้ามาช่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น แม้ในช่วงแรกจะเป็นการดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไปอย่างไข้หวัด แต่ก็เห็นได้ชัดว่าช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงแพทย์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางด้วยรถสามล้อและเรือ ญาติหรือผู้ดูแลก็ไม่ต้องสูญเสียรายได้จากการหยุดงานเพื่อพาผู้ป่วยมารับบริการ และนอกจากช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนแล้ว การได้พูดคุยกับแพทย์และทีมสหวิชาชีพ ยังช่วยเติมเต็มมิติทางสังคมและจิตใจของผู้ป่วยอีกด้วย” พญ.อัจจิมา กล่าว

น.ส.วลีทิพย์ ใหม่ต๊ะวัน เภสัชกรปฏิบัติการ อบจ.ลำปาง กล่าวว่า ภายหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไปสังกัด อบจ.ลำปาง ยังคงมีการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลลำปางยังทำหน้าที่เป็นหน่วยบริการแม่ข่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยที่ผ่านมา ผู้ป่วย NCDs จะรับยาผ่าน รพ.สต. โดยมีแพทย์ พยาบาลเวชปฏิบัติ และทีมเภสัชกรจากโรงพยาบาลแม่ข่ายลงพื้นที่ให้บริการ ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางจะได้รับการสนับสนุนจาก อสม. ในการนำส่งยาไปยังบ้านของผู้ป่วยในแต่ละชุมชน

อย่างไรก็ตาม การจ่ายยาไม่ใช่เพียงแค่การนำส่งยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีการอธิบายวิธีใช้ยา ประเมินความร่วมมือในการใช้ยา ตลอดจนประเมินศักยภาพของผู้ป่วยในการดูแลตนเอง ซึ่งบริการเภสัชกรรมทางไกล (Tele-pharmacy) สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเปราะบางที่ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ รพ.สต. ได้ รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อจำกัดด้านภาษา หรือไม่สามารถอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้เภสัชกรสามารถประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับการใช้ยา ตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา และให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่สำคัญได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่งผลให้การใช้ยามีความปลอดภัยและเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

“มองว่าระบบ Tele-pharmacy เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิในอนาคต และในระยะต่อไป อยากเห็นการพัฒนาระบบขนส่งยาถึงบ้านในลักษณะคล้าย Grab Rider ที่สามารถเชื่อมโยงการส่งยาเข้ากับบริการ Tele-pharmacy โดยมีการประสานงานกับเภสัชกรอย่างเป็นระบบ” เภสัชกรปฏิบัติการ อบจ.ลำปาง กล่าว

น.ส.จิราพัชร ขัดแสน นักกายภาพบำบัดปฏิบัติการ อบจ.ลำปาง กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.ลำปางกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะสมรรถภาพร่างกายถดถอยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังมีแนวโน้มของคนพิการ และผู้ป่วยที่มีภาวะกึ่งเฉียบพลันเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำกายภาพบำบัดที่ต้องอาศัยการติดตามอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านการเดินทาง หรือภาระของผู้ดูแลที่ไม่สามารถพาผู้ป่วยมารับบริการตามนัดได้ อาจทำให้การฟื้นฟูขาดความต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทุพพลภาพหรือความพิการในระยะยาว

ทั้งนี้ บริการกายภาพบำบัดทางไกล (Tele-rehabilitation) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการติดตามและดูแลผู้ป่วยกลุ่มติดบ้านติดเตียง รวมถึงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากร รพ.สต. และ อสม. ซึ่งในพื้นที่ จ.ลำปาง จะมีการรับส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลกลับมาดูแลต่อในชุมชน โดยในผู้ป่วยบางรายที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูจากนักกายภาพบำบัด จะนำเข้าสู่ระบบ Tele-rehabilitation และให้ญาติหรือ อสม. เป็นผู้ช่วยติดตามการฟื้นฟูภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์

“ในระยะต่อไป อบจ.ลำปางมีแผนต่อยอดการใช้ Tele-rehabilitation ร่วมกับการดำเนินงานกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับจังหวัด โดยปัจจุบัน อบจ. ได้สนับสนุนศูนย์ยืม-คืนกายอุปกรณ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยในชุมชนอยู่แล้ว และในอนาคตอาจนำ Tele-rehabilitation มาใช้ติดตามการใช้งานกายอุปกรณ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” นักกายภาพบำบัดปฏิบัติการ อบจ.ลำปาง กล่าว

นางอุษณีย์ ประเสริฐ พยาบาลวิชาชีพ กองสาธารณสุข อบจ.ลำปาง กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการในระยะแรก พบผู้ป่วยรายหนึ่งอายุ 95 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านแม่คำหล้า ซึ่งมีภาวะซึมเศร้าและละเลยการดูแลสุขภาพของตนเองมาเป็นเวลานาน ซึ่งหลังจากทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่เข้าไปดูแล พร้อมเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ iHealthCare ผู้ป่วยซึ่งไม่เคยพบแพทย์มาก่อน จึงมีโอกาสพูดคุยและรับการดูแลจากแพทย์โดยตรง หลังจากนั้นแววตาของผู้ป่วยเปลี่ยนไป มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น

“ทุกภาคส่วนได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อดูแลประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ เพราะลำปางมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเป็นเลิศ ภาคีเครือข่ายมีความเข้มแข็ง และประชาชนมีสุขภาพดี ซึ่ง iHealthCare ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคโนโลยีสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นโซ่ทองคล้องใจที่เชื่อมโยงผู้ป่วยเข้ากับระบบสุขภาพ โดยมี อสม. เป็นกำลังสำคัญในการประสานและเชื่อมต่อการดูแลระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการสุขภาพ” พยาบาลวิชาชีพ กองสาธารณสุข อบจ.ลำปาง กล่าว