ทลาย“คอกม้ารังมังกร” รวบบอสใหญ่คอลเซ็นเตอร์ ยึด 20 บริษัทม้า เงินสะพัดร้อยล้าน

233

ตร.ทางหลวง เปิดปฏิบัติทลาย “คอกม้ารังมังกร” รวบบอสใหญ่ฝั่งไทยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ล่ามแปลคำสั่ง ยึดม้านิติบุคคล 20 บริษัท เงินหมุนเวียนนับร้อยล้าน เร่งล่าตัวบอสใหญ่และผู้ร่วมขบวนการที่เขมร

วันที่ 19 มิถุนายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร” ปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญได้หลายราย พร้อมตรวจยึดตรายางและเอกสารจดทะเบียนบริษัทกว่า 20 บริษัท ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายผลอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปฏิบัติการภาค 1 เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่เจ้าหน้าที่ทลาย “ปาร์ตี้คอกม้าพูลวิลล่า” จับกุมเครือข่ายบัญชีม้าได้ 9 ราย สร้างความเสียหายให้ประชาชนกว่า 30 ล้านบาท ก่อนขยายผลสู่ภาค 2 ในเดือนมีนาคม 2569 บุกค้นเซฟเฮ้าส์คอนโดหรูย่านห้วยขวาง จับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 8 ราย

จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวมีรูปแบบการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น การซื้อขายทองคำ และใช้โรงเรียนสอนภาษาเป็นฉากบังหน้าในการลักลอบเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ หรือ “ฟอกคน” โดยมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนเชิงลึกจนเข้าถึงกลุ่มผู้บริหารจัดการเงินฝั่งประเทศไทย และขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาสำคัญรวม 10 ราย ทั้งชาวไทย จีน และกัมพูชา

จุดสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าจับกุม นายกฤตพัฒน์ หรือ “เฟรม” อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาหมายจับลำดับที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวการหลักระดับสั่งการในประเทศไทย รับคำสั่งตรงจากบอสชาวจีน ควบคุมการสร้างเครือข่ายบัญชีม้า รวมถึงบริหารจัดการเส้นทางการฟอกเงินทั้งหมด

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวอีกว่า นายกฤตพัฒน์ มีพฤติการณ์หลบหนีอย่างแนบเนียน มักใช้โรงแรมหรูและเซฟเฮ้าส์เป็นที่กบดาน เปลี่ยนสถานที่พักอยู่ตลอด ไม่ยอมออกจากห้องพัก สั่งห้ามแม่บ้านเข้าทำความสะอาด ใช้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทนทั้งหมด รวมถึงใช้ซิมโทรศัพท์ที่จดทะเบียนในชื่อบุคคลอื่นมากกว่า 10 หมายเลข สลับเปลี่ยนใช้งานตลอดเวลา อีกทั้งยังสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันไปส่งยังสถานที่อื่นเพื่อหลอกลวงเจ้าหน้าที่

ต่อมาชุดสืบสวนแกะรอยจนพบว่า นายกฤตพัฒน์พักอาศัยอยู่กับ นายสิทธิ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาอีกรายซึ่งทำหน้าที่เป็นนอมินีคนสำคัญ ภายในโรงแรมหรูย่านหลังสวน กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งพบนายสิทธิออกไปทำธุรกรรมภายนอก ก่อนย้อนกลับเข้าห้องพัก จึงแสดงตัวเข้าจับกุม

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว นายกฤตพัฒน์เกิดอาการตกใจอย่างรุนแรงจนหมดสติล้มลง เจ้าหน้าที่ต้องเข้าปฐมพยาบาลและประสานรถฉุกเฉินนำตัวส่งโรงพยาบาล เข้ารับการรักษาในห้องไอซียูนาน 3 วัน ก่อนแพทย์จะอนุญาตให้นำตัวกลับมาดำเนินคดี นอกจากนี้ยังตรวจค้นพบยาบ้ากว่า 70 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องพักอีกด้วย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุม นายพลธวัฒน์ หรือ “อาเซน” อายุ 33 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามแปลคำสั่งจากภาษาจีน รับคำสั่งจากบอสใหญ่ฝั่งกัมพูชาแล้วถ่ายทอดต่อให้นายกฤตพัฒน์ โดยจับกุมได้ที่หอพักแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี พร้อมจับกุม น.ส.ณัฐพร อายุ 24 ปี แฟนสาวของนายพลธวัฒน์ ซึ่งมีหน้าที่จัดหาบัญชีม้า ได้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ

จากการตรวจค้นยังพบตรายางและเอกสารการจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 20 บริษัท ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็น “ม้านิติบุคคล” สำหรับรองรับการฟอกเงินผ่านบัญชีบริษัทต่าง ๆ รวมทั้งพบข้อมูลการโอนเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหายเข้าสู่แพลตฟอร์มการลงทุนแห่งหนึ่ง เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินก่อนกระจายไปยังบัญชีม้าในลำดับถัดไป

ผลจากการสืบสวนขยายผลยังนำไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มบัญชีม้าเพิ่มเติมอีก 28 ราย และนิติบุคคลอีก 3 แห่ง ขณะที่ผู้ต้องหาคนสำคัญซึ่งยังหลบหนีอยู่ในประเทศกัมพูชาอีก 3 ราย ได้แก่ “อาเทา” สัญชาติจีน บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ผู้รับฟอกเงินให้เครือข่ายสแกมเมอร์, “เหลาลง” สัญชาติจีน ผู้ควบคุมทีมม้ากดเงินสดและจัดหาทองคำแท่ง และ “นายเปรียว” เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา ซึ่งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้สมาชิกเครือข่ายในฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานติดตามตัวมาดำเนินคดี

เบื้องต้นผู้ต้องหาหลักจะถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงิน” ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.