ตร.ทางหลวง เปิดปฏิบัติทลาย “คอกม้ารังมังกร” รวบบอสใหญ่ฝั่งไทยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ล่ามแปลคำสั่ง ยึดม้านิติบุคคล 20 บริษัท เงินหมุนเวียนนับร้อยล้าน เร่งล่าตัวบอสใหญ่และผู้ร่วมขบวนการที่เขมร

วันที่ 19 มิถุนายน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร” ปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาคนสำคัญได้หลายราย พร้อมตรวจยึดตรายางและเอกสารจดทะเบียนบริษัทกว่า 20 บริษัท ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงิน
พล.ต.ต.พรศักดิ์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการขยายผลอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปฏิบัติการภาค 1 เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่เจ้าหน้าที่ทลาย “ปาร์ตี้คอกม้าพูลวิลล่า” จับกุมเครือข่ายบัญชีม้าได้ 9 ราย สร้างความเสียหายให้ประชาชนกว่า 30 ล้านบาท ก่อนขยายผลสู่ภาค 2 ในเดือนมีนาคม 2569 บุกค้นเซฟเฮ้าส์คอนโดหรูย่านห้วยขวาง จับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 8 ราย
จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มดังกล่าวมีรูปแบบการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น การซื้อขายทองคำ และใช้โรงเรียนสอนภาษาเป็นฉากบังหน้าในการลักลอบเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ หรือ “ฟอกคน” โดยมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน กระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถสืบสวนเชิงลึกจนเข้าถึงกลุ่มผู้บริหารจัดการเงินฝั่งประเทศไทย และขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาสำคัญรวม 10 ราย ทั้งชาวไทย จีน และกัมพูชา
จุดสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าจับกุม นายกฤตพัฒน์ หรือ “เฟรม” อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาหมายจับลำดับที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวการหลักระดับสั่งการในประเทศไทย รับคำสั่งตรงจากบอสชาวจีน ควบคุมการสร้างเครือข่ายบัญชีม้า รวมถึงบริหารจัดการเส้นทางการฟอกเงินทั้งหมด

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวอีกว่า นายกฤตพัฒน์ มีพฤติการณ์หลบหนีอย่างแนบเนียน มักใช้โรงแรมหรูและเซฟเฮ้าส์เป็นที่กบดาน เปลี่ยนสถานที่พักอยู่ตลอด ไม่ยอมออกจากห้องพัก สั่งห้ามแม่บ้านเข้าทำความสะอาด ใช้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทนทั้งหมด รวมถึงใช้ซิมโทรศัพท์ที่จดทะเบียนในชื่อบุคคลอื่นมากกว่า 10 หมายเลข สลับเปลี่ยนใช้งานตลอดเวลา อีกทั้งยังสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันไปส่งยังสถานที่อื่นเพื่อหลอกลวงเจ้าหน้าที่
ต่อมาชุดสืบสวนแกะรอยจนพบว่า นายกฤตพัฒน์พักอาศัยอยู่กับ นายสิทธิ อายุ 45 ปี ผู้ต้องหาอีกรายซึ่งทำหน้าที่เป็นนอมินีคนสำคัญ ภายในโรงแรมหรูย่านหลังสวน กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรม กระทั่งพบนายสิทธิออกไปทำธุรกรรมภายนอก ก่อนย้อนกลับเข้าห้องพัก จึงแสดงตัวเข้าจับกุม
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว นายกฤตพัฒน์เกิดอาการตกใจอย่างรุนแรงจนหมดสติล้มลง เจ้าหน้าที่ต้องเข้าปฐมพยาบาลและประสานรถฉุกเฉินนำตัวส่งโรงพยาบาล เข้ารับการรักษาในห้องไอซียูนาน 3 วัน ก่อนแพทย์จะอนุญาตให้นำตัวกลับมาดำเนินคดี นอกจากนี้ยังตรวจค้นพบยาบ้ากว่า 70 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในห้องพักอีกด้วย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุม นายพลธวัฒน์ หรือ “อาเซน” อายุ 33 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามแปลคำสั่งจากภาษาจีน รับคำสั่งจากบอสใหญ่ฝั่งกัมพูชาแล้วถ่ายทอดต่อให้นายกฤตพัฒน์ โดยจับกุมได้ที่หอพักแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี พร้อมจับกุม น.ส.ณัฐพร อายุ 24 ปี แฟนสาวของนายพลธวัฒน์ ซึ่งมีหน้าที่จัดหาบัญชีม้า ได้ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ
จากการตรวจค้นยังพบตรายางและเอกสารการจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 20 บริษัท ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็น “ม้านิติบุคคล” สำหรับรองรับการฟอกเงินผ่านบัญชีบริษัทต่าง ๆ รวมทั้งพบข้อมูลการโอนเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหายเข้าสู่แพลตฟอร์มการลงทุนแห่งหนึ่ง เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินก่อนกระจายไปยังบัญชีม้าในลำดับถัดไป

ผลจากการสืบสวนขยายผลยังนำไปสู่การดำเนินคดีกับกลุ่มบัญชีม้าเพิ่มเติมอีก 28 ราย และนิติบุคคลอีก 3 แห่ง ขณะที่ผู้ต้องหาคนสำคัญซึ่งยังหลบหนีอยู่ในประเทศกัมพูชาอีก 3 ราย ได้แก่ “อาเทา” สัญชาติจีน บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ผู้รับฟอกเงินให้เครือข่ายสแกมเมอร์, “เหลาลง” สัญชาติจีน ผู้ควบคุมทีมม้ากดเงินสดและจัดหาทองคำแท่ง และ “นายเปรียว” เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา ซึ่งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้สมาชิกเครือข่ายในฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างประสานติดตามตัวมาดำเนินคดี
เบื้องต้นผู้ต้องหาหลักจะถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงิน” ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

