เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมเวลา 13.16 น. นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์กรณีมีการมองว่าตนเองโดน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยึดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ไปกำกับดูแลเองว่า
ตนกำกับดูแลอีอีซีมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอนุทิน 1 ที่เป็นเสียงข้างน้อย และเมื่อมีการเลือกตั้ง นายอนุทินก็กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งตนได้อาสาเข้ามาดูแลเรื่องอีอีซีตั้งแต่รัฐบาลแรกและรัฐบาลที่สอง แต่จากการที่มีการประชุมไปแล้ว 3-4 ครั้ง เชื่อว่าในเรื่องของพื้นฐานกฎหมายที่คั่งค้างมาจากหลายรัฐบาลในอดีต ได้รับการอนุมัติจากบอร์ดบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตนจึงกลับไปหารือกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ก็เห็นด้วยว่าหลังจากนี้ควรจะเป็นเรื่องของการไปดึงผู้มาลงทุนในอีอีซี ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการตกลงกันว่านายกฯ จะรับเรื่องนี้กลับคืนไปดูแลเอง
โดยเฉพาะในขณะนี้ ในส่วนของกระทรวงคมนาคม เรามีโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ที่ต้องให้การสนับสนุนอีอีซีอีกหลายเรื่อง ตนจึงคิดว่าขอกลับมาโฟกัสที่กระทรวงคมนาคมน่าจะเหมาะสมกว่า ไม่เช่นนั้นหากเราทำงานสองทาง กลัวว่าสุดท้ายแล้วจะไม่สำเร็จสักทาง และด้วยความเป็นมืออาชีพของนายกรัฐมนตรี รวมถึงมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศตลอด ตนคิดว่านายกฯ มีโอกาสได้เจรจากับผู้ประกอบการและนักลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเชิญชวนมาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ซึ่งนี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุด
“อย่างกรณีที่ถามกันว่าประเด็นนี้จะกลายเป็นความร้าวฉานในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ผมเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ และผมอยู่กับพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราต้องน้อมรับในทุกเรื่อง แต่ที่จะมีการเสี้ยมกันว่าผมสบายใจหรือไม่ เป็นการถูกยึดคืนหรือไม่ ต้องบอกว่าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น ผมและนายกฯ ได้หารือกันเป็นที่เรียบร้อยไปก่อนแล้ว ผมจึงอยากออกมาชี้แจงให้ทราบ และขอยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทยเราไม่มีอะไรที่ไม่พูดคุยกัน เราพูดคุยกันทุกมิติ โดยเฉพาะผมกับนายกฯ” นายพิพัฒน์ กล่าว

