หน้าแรกบทความศึกชิงเจ้าสำนักสีกากี ส่อเดือด “อำนวย” ยันกฎหมายให้ยึดอาวุโสฯ จับตา “นายกฯ-ก.ตร.” เห็นด้วยหรือพลิ้ว

ศึกชิงเจ้าสำนักสีกากี ส่อเดือด “อำนวย” ยันกฎหมายให้ยึดอาวุโสฯ จับตา “นายกฯ-ก.ตร.” เห็นด้วยหรือพลิ้ว

ปีใดที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชาติ (ผบ.ตร.) เกษียณอายุแล้วแต่งตั้ง รอง ผบ.ตร.รับไม้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ต่อ ได้เห็นบรรยากาศการสัประยุทธ์ของบรรดาแคนดิเดตที่งัดกลยุทธ์ออกมาใช้อย่างหลากหลาย เพื่อผงาดนั่งเจ้าสำนักปทุมวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติที่ชาวสีกากีต่างรับทราบกันดี

บางปี รอง ผบ.ตร.บางคนแม้โอกาสจะริบหรี่ แต่มั่นใจแบ๊กภายนอกดีงัดสารพัดวิชามารออกมาเคลื่อนไหว บางคนเคลื่อนไหวด้วยการใช้คอนเน็กชั่นกับผู้กุมอำนาจในรัฐบาลมากดดัน  ผบ.ตร.เสนอชื่อให้กับนายกรัฐมนตรี นำไปเสนอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)โหวตให้ระหว่างนั้นเดินเกมกดดันก.ตร.ไปพร้อมกัน บางคนใช้สื่อมีอยู่ในมือและสื่อที่ใกล้ชิดนำข้อมูลคู่แข่งไปปั่นกระแสดิสเครดิต  

ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวโดยไม่สนใจใยดีว่ามีกฎกติกาที่บัญญัติไว้ค่อนข้างชัดเจน  แต่การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่บรรลุผล เพราะนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้เสนอชื่อให้ ก.ตร.โหวตและก.ตร.มักเห็นดีเห็นงามไปด้วย

แต่ครั้งนี้การแต่งตั้งแทนพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชรส่อเค้าว่า ก.ตร.อาจจะเกิดอาการต้องยับยั้งชั่งใจบ้าง เมื่อพล.ต.ท.อำนวย นิ่มมโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 หนึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ตำรวจแห่งชาติ ออกมายืนยันถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า ต้องยกร่างขึ้นมาบำบัดทุกข์ให้ 2 ส่วน คือทุกข์ของประชาชน และทุกข์ของตำรวจมีหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญเป็นทุกข์จากการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ขาดหลักเกณฑ์ 

ที่ประชุมมีมติชัดเจนว่าร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ฉบับนี้ต้องนำหลักเกณฑ์การแต่งตั้งตำรวจบัญญัติไว้ด้วย เพื่อไม่ให้มีการใช้ดุลยพินิจอย่างฟุ่มเฟือย จึงให้ความสำคัญกับหลักการ 2 หลัก คือหลักอาวุโสและหลักความรู้ความสามารถถ้าไปดูพ.ร.บ.ฯจะเห็นว่าหลักเกณฑ์ด้านอาวุโสเขียนไว้ชัดเจนมาก ในมาตรา 82 บัญญัติไว้ว่าตำรวจระดับไหนได้อาวุโสเท่าใด บัญญัติเรียงลำดับอาวุโส ตั้งแต่แต่งตั้งระดับสว.-รองผบก.ให้จัดเรียงลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่าร้อยละ 33 ระดับ ผบก.-ผบช.ให้เรียงลำดับอาวุโสไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร.-รองผบ.ตร.ให้จัดเรียงลำดับอาวุโสแบบร้อยเปอร์เซ็นต์” พล.ต.ท.อำนวยระบุพร้อมฟันธงว่า ระดับ ผบ.ตร.ต้องเรียงลำดับอาวุโสพันเปอร์เซ็นต์  ต้องยึดหลักเกณฑ์ตามที่เขียนไว้เป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดการข้ามกัน อาวุโสน้อยกว่าข้ามอาวุโสมากกว่า 

พล.ต.ท.อำนวย ระบุถึงการคิดเรื่องอาวุโสว่า มีหลักการคิดเรื่องใครครองตำแหน่งก่อน ครองตำแหน่งนานกี่ปี ไล่ไปจนครบถ้วน เพื่อหาผู้ชนะ ดังนั้นหลักอาวุโสจะตำหนิไม่ได้ เถียงไม่ได้ เป็นหลักที่ปลอดภัยที่สุด การแต่งตั้งผบ.ตร.ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บางครั้งฟ้องร้องกัน 

พล.ต.ท.อำนวย ยังบอกถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ว่าให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง ผบ.ตร.มีเรื่องอาวุโสตามด้วยความรู้ความสามารถ แต่ประเด็นความรู้ความสามารถไม่มีบัญญัติที่เป็นนิยามความหมายไว้โดยตรง แต่พออนุมานได้ในมาตรา 82 วรรค 2 พูดถึงการดูความรู้ความสามารถ จะดูถึงประวัติรับราชการ ซึ่งดูไม่ยากที่ผ่านมามีประวัติอย่างไร ผลการปฏิบัติงาน เรื่องนี้ค่อนข้างลำบากยังแกว่งอยู่ ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ต้องกลับมาดูที่ข้อ 1 เป็นหลักที่จับต้องได้ คือหลักอาวุโส 

“การแต่งตั้ง ผบ.ตร.ให้มีปัญหาน้อยที่สุดยึดหลักอาวุโส มาเป็นอันดับต้น แต่การหยิบชื่อ ผบ.ตร.เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรี หากหยิบชื่อรองผบ.ตร.อาวุโสน้อยกว่าต้องชี้แจง ข้อมูลและเหตุผลให้ชัดเจน ว่ามีเหมาะสมกว่ารองผบ.ตร.ที่อาวุโสกว่าอย่างไร …” พล.ต.ท.อำนวยระบุ

ดังนั้นถ้ามองเจตนารมณ์ของกฎหมายตำรวจ จะพบว่าให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายโดยยึดหลักอาวุโสเป็นอันดับหนึ่ง ตามที่ พล.ต.ท.อำนวย ระบุ ตำแหน่ง ผบ.ตร.ต้องเป็นของพล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 และถ้าดูความรู้ความสามารถประกอบตาม พล.ต.ท.อำนวย ชี้ช่องไว้ว่าดูประวัติรับราชการและผลการปฏิบัติงาน พล.ต.อ.นิรันดร มีครบ และเป็นที่ทราบกันดีว่าตำรวจทุกนายที่ก้าวสู่ระดับรองผบ.ตร.ความรู้ความสามารถไม่แตกต่างกันเลย

ดังนั้นต้องจับตาดูว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานก.ตร.จะพิทักษ์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เน้นระบบอาวุโสแบบยืนหนึ่งด้วยการหยิบชื่อพล.ต.อ.นิรันดร ให้ ก.ตร.ลงมติโหวต หรือจะพลิ้วหยิบชื่ออาวุโสอันดับ 2,3,4 ให้ ก.ตร.พลิ้วตามโหวตเห็นชอบ คงต้องติดตาม 

แต่อีกประเด็นที่น่าติดตาม ถ้า พล.ต.อ.นิรันดร ถูกลีลาพลิ้วเขี่ยตก จะสร้างบรรทัดใหม่ให้ ตร.ด้วยการฟ้องร้อง เพื่อพิทักษ์ให้กฎหมายตำรวจคงความขลังหรือไม่ ?!!

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img