กรุงเทพฯ, วันที่ 15 มิถุนายน – นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานในการประชุมกำหนดแนวทางการประสานความร่วมมือและบูรณาการยึดคืนพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุก เพื่อขานรับนโยบายเร่งด่วนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการจัดระเบียบและทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติภายใต้ “ภูเก็ตโมเดล” โดยมี นางรวีววรณ ภูริเดช ปลัด ทส. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 202 กระทรวง ทส.

ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์วิกฤต และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่บุกรุกจังหวัดภูเก็ต จาก 2 หน่วยงานหลัก โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ ซึ่งปัจจุบันได้วางแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเตรียมออกหนังสือแจ้งกำหนดวันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันกรมป่าไม้ได้รายงานรายละเอียดการบุกรุก และขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในพื้นที่ขัดแย้งสำคัญ 3 จุด ได้แก่ หาดฟรีด้อม หาดนุ้ย และหาดบางเทา ซึ่งเป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลเข้าครอบครองโดยมิชอบ รวมถึงการติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีสำคัญของกลุ่มทุนและสถานประกอบการรายใหญ่ในพื้น ซึ่งนายสุชาติได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง และตำรวจอย่างไร้รอยต่อ โดยมุ่งเน้นการใช้กลไกทางกฎหมาย เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ เพื่อร่วมกันตัดวงจรการบุกรุกทำลายป่าได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงาน “ภูเก็ตโมเดล” เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานในเชิงรุก โดยจะร่วมกันกลั่นกรองแผนงาน ตรวจสอบแนวทาง ตลอดจนพิจารณาคำสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ให้มีความรอบคอบ รัดกุม เป็นธรรม และเป็นไปตามระบบขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดทางคดีและเพื่อให้การทวงคืนผืนป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบกฎหมาย
นายสุชาติ กล่าวเน้นย้ำว่า นโยบายภูเก็ตโมเดล ของนายกรัฐมนตรี มุ่งหวังให้จังหวัดภูเก็ตเป็นต้นแบบของการพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มงวด พื้นที่ป่าไม้ ป่าชายเลน และชายหาดสาธารณะ จะต้องถูกทวงคืนกลับมาเป็นของแผ่นดินและประชาชนทุกคน ใครที่บุกรุกถือเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ และจะต้องถูกดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น

