อีกหนึ่งมุมที่ประชาชนอาจไม่เคยได้รับรู้ กับเรื่องราวจากผู้ที่เคยถวายงานใกล้ชิด พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในบทบาท “พนักงานอัยการ” ผู้ทรงทุ่มเทให้กับการอำนวยความยุติธรรม โดยเฉพาะการต่อสู้กับปัญหายาเสพติด ทั้งการทำคดีอย่างละเอียดรอบคอบ การถอดบทเรียนเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ และพระเมตตาที่มีต่อผู้คนในกระบวนการยุติธรรม
ทีมข่าวมีโอกาสพูดคุยกับ น.ส.ภูวิชชชญา เหลืองธีรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ และร้อยตำรวจโทหญิงจิตติมา กำธรวิวรรธน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ ที่ได้เปิดเผยถึงประสบการณ์การถวายงานร่วมกับ พลเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งพนักงานอัยการ โดยระบุว่า พระองค์ทรงเริ่มงานในสายอัยการมาหลายปี และทั้งสองมีโอกาสถวายงานใกล้ชิดตั้งแต่ประจำต่างจังหวัด จนมาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันที่กองคดียาเสพติด
ทั้งสองระบุว่า พระองค์ทรงสนพระทัยงานด้านคดียาเสพติดเป็นพิเศษ จึงย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ที่กองคดียาเสพติดตั้งแต่ปี 2558 โดยคดีที่รับผิดชอบส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดรายสำคัญระดับประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหารายใหญ่ที่สังคมรู้จัก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและส่งสำนวนมา อัยการจะร่วมกันพิจารณาว่าจะมีคำสั่งฟ้องหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป
การทำคดีสำคัญดังกล่าวไม่ได้เป็นหน้าที่ของอัยการเพียงคนเดียว แต่ดำเนินการในรูปแบบคณะทำงานที่ร่วมประสานกับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการหลายฝ่าย โดยเมื่อทราบว่าพระองค์จะร่วมปฏิบัติงาน ทุกคนต่างรู้สึกอุ่นใจ เพราะพระองค์ทรงทุ่มเทและใส่ใจในทุกสำนวน ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือคดีใหญ่ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหารายสำคัญ พระองค์จะทรงศึกษาสำนวนอย่างละเอียดตั้งแต่ชั้นจับกุม ตรวจสอบจุดอ่อน จุดแข็งของพยานหลักฐาน และพิจารณาว่ามีหลักฐานใดที่สามารถนำไปสู่การพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลได้
แม้ประชาชนทั่วไปจะไม่ทราบว่าพระองค์ทรงร่วมเป็นคณะทำงานในคดีสำคัญต่าง ๆ เนื่องจากกระบวนการทำงานของพนักงานอัยการไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ผู้ร่วมงานยืนยันว่า พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างมาก โดยเฉพาะในคดียาเสพติดรายสำคัญที่เป็นที่สนใจของสังคม
ทั้งสองยังเปิดเผยว่า พระองค์ทรงเตรียมคดีล่วงหน้าทุกครั้ง โดยนำสำนวนไปศึกษาด้วยพระองค์เอง วิเคราะห์ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และบทบาทของพยานแต่ละปาก เพื่อเตรียมประเด็นหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจำเป็นต้องมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ อีกทั้งยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านความจำ สามารถจดจำรายละเอียดคดีได้อย่างแม่นยำ ทั้งชื่อจำเลยจำนวนมาก รายละเอียดพยาน รวมถึงบทบาทของบุคคลแต่ละคนในเครือข่ายค้ายาเสพติด และ รายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ร่วมคณะทำงานนับ 100 ชีวิต อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงพยานหลักฐานได้อย่างเป็นระบบ
นอกจากการศึกษาสำนวนที่ตำรวจส่งมาแล้ว พระองค์ยังทรงค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมด้วยพระองค์เอง เพื่อทำความเข้าใจความเชื่อมโยงของเครือข่ายยาเสพติดแต่ละกลุ่ม และเมื่อพบว่าผู้ต้องหาบางรายเคยถูกดำเนินคดีมาก่อนแต่ศาลยกฟ้อง พระองค์ทรงเจ้มงวดให้คณะทำงานตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มีความสมบูรณ์เพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล
ซึ่งหลังคดีสำคัญสิ้นสุดลงและศาลมีคำพิพากษาจำเลยทั้ง 5 คน มีทั้งได้รับโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และจำคุกถึง 25 ปี จนคดีไปถึงที่สิ้นสุด
จากนั้นพระองค์ทรงมีพระดำริให้จัดทำหนังสือถอดบทเรียนจากคดี เพื่อเป็นวิทยาทานแก่พนักงานอัยการและตำรวจรุ่นต่อไป โดยมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด/ ตำรวจภูธรภาค 5 / สำนักงานอัยการสูงสุด และป.ป.ส. ร่วมกันจัดทำหนังสือรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน คำฟ้อง และคำพิพากษา เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นองค์ความรู้ในการศึกษาคดียาเสพติดรายสำคัญ
นอกจากนี้ภายหลังศาลมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแด่พระองค์ เพื่อยกย่องพระวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ด้านคดียาเสพติดร่วมกับคณะทำงาน
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมองปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้าน โดยทรงตระหนักว่าการจับกุมเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน หากไม่สร้างโอกาสให้ชุมชนที่เคยพึ่งพาการค้ายาเสพติดมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง จึงทรงนำแนวคิดด้านการพัฒนาเข้ามาต่อยอดจากงานคดี และมีพระดำริให้เกิด “โครงการร้อยใจรักษ์” เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านอาชีพ เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข โดยมีสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงดำเนินโครงการดังกล่าว
“ถ้าเราไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย ไม่ดึงเขาขึ้นมา เขาก็อาจต้องหวนกลับไปพึ่งพายาเสพติดอีกครั้ง หากเราไม่สร้างโอกาสและดึงเขาออกจากวงจรเดิม สุดท้ายเขาอาจกลับไปพึ่งพายาเสพติดเหมือนเดิม”
นอกจากนี้ อัยการทั้งสองท่าน ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งความประทับใจที่ผู้ถวายงานยังจดจำได้ คือกรณีพยานหญิงรายหนึ่งซึ่งเดินทางจากภาคเหนือมาเบิกความทั้งที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอด พระองค์ทรงห่วงใยอย่างมาก มีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ดูแลพยานรายดังกล่าว พาไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลราชวิถีก่อนเดินทางกลับ และจัดรถส่งกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย กระทั่งภายหลังเมื่อพยานคลอดบุตรชาย ยังได้ขอพระราชทานชื่อให้แก่บุตร ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานชื่อว่า “ภูมิพัฒน์”
ทั้งสองกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำตาและเสียงสั่นเครือแห่งความซาบซึ้งว่า “จากการได้ถวายงานใกล้ชิด ทำให้เห็นถึงความทุ่มเท ความละเอียดรอบคอบ และพระเมตตาของพระองค์ จึงตั้งปณิธานว่าจะสืบสานแนวทางการทำงานที่ยึดมั่นในความยุติธรรม ทำหน้าที่พนักงานอัยการอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามพระปณิธานที่พระองค์ทรงยึดถือมาตลอด”

