หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม“ทราย สมุทร” ฉีกสัญญากลางวงสื่อ ลั่นความเป็นมนุษย์ซื้อไม่ได้ หลังขึ้นศาลคดีครอบครัวนานกว่า 4 ชั่วโมง

“ทราย สมุทร” ฉีกสัญญากลางวงสื่อ ลั่นความเป็นมนุษย์ซื้อไม่ได้ หลังขึ้นศาลคดีครอบครัวนานกว่า 4 ชั่วโมง

ภายหลังจาก ทราย สก๊อต หรือ ทราย สมุทร เดินทางมาศาลแพ่งพระโขนง พร้อมด้วย อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน, อาจารย์คมสัน โพธิ์คง ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน, น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ “ทนายปุ้ย” และทีมทนายความ เพื่อเข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทภายในครอบครัว โดยใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงนั้น

หลังเสร็จสิ้นการพิจารณา ทันทีที่ทรายเดินทางมาถึงจุดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กลุ่มแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจได้พร้อมใจกันตะโกนว่า “ทราย สมุทร สู้ ๆ” ก่อนเข้ามาโอบกอด มอบของที่ระลึก และให้กำลังใจอย่างอบอุ่น โดยบอกกับทรายว่า “ทรายสู้ ๆ ไม่เป็นไรนะ”

จากนั้น ทรายได้เปิดใจต่อสื่อมวลชนร่วมกับนายปานเทพ, ทนายปุ้ย และอาจารย์คมสัน โดยเปิดเผยว่า ได้นำเอกสารสัญญาฉบับหนึ่งซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2566 มาแสดงต่อสื่อ พร้อมระบุว่าเป็นสัญญาที่ตนมองว่าเป็นการ “ปิดปาก” หลังจากที่เคยร้องขอความช่วยเหลือและความรักจากครอบครัว ภายหลังจากอ้างว่าถูกพี่เลี้ยงกระทำชำเรา แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นสัญญาที่ห้ามเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าว เพื่อรักษาเกียรติยศและชื่อเสียงของครอบครัว

ทราย ระบุว่า ในสัญญามีการกำหนดเงื่อนไขให้เงินปีละ 5 ล้านบาท พร้อมข้อกำหนดให้ผู้รับสัญญาต้องรักษาชื่อเสียงของตระกูล และหากฝ่าฝืนจะถูกยุติการจ่ายเงิน โดยยืนยันว่าคนในครอบครัวรับรู้เรื่องดังกล่าวทั้งหมด และในวันที่มีการทำสัญญา ตนได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ครอบครัวทราบแล้ว

เจ้าตัวยอมรับว่า ในเวลานั้นยังมีอายุน้อยและไม่เข้าใจผลกระทบของเอกสารดังกล่าว แต่เมื่อเติบโตขึ้นจึงตระหนักว่า ชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ พร้อมกล่าวว่า “ความจริงไม่มีวันตาย”ก่อนจะฉีกสัญญาฉบับดังกล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมประกาศว่า “ผมไม่เล่นแบบนี้ ความเป็นมนุษย์ซื้อไม่ได้” และกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากฉีกเอกสารแล้วจะนำไปทิ้งในถังรีไซเคิล เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าการเก็บรักษาไว้

นอกจากนี้ ทรายยังเปิดเผยอีกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสตรวจสอบพินัยกรรมของคุณตาและคุณยาย ซึ่งทนายความช่วยดำเนินการคัดสำเนาให้ จึงพบเอกสารหลายฉบับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยระบุว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินหลายรายการที่ไม่เคยทราบว่าคุณยายได้จัดสรรไว้ รวมถึงพบว่า “นา” ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงในอดีต มีชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมฉบับดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม ทรายระบุว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ในขณะนี้ และจะนำข้อมูลเพิ่มเติมไปชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้ง ขณะที่รายละเอียดในสำนวนคดีไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และทั้งสองฝ่ายมีนัดไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสภาพจิตใจในขณะนี้ ทรายถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พร้อมกล่าวว่า “ตอนนี้ไม่มีคำบรรยายใดมาแทนความรู้สึกได้ ไม่มีใครสามารถซื้อเสียงหรือซื้อความจริงของผมได้ ไม่ว่าเงินหรืออำนาจจะมากแค่ไหนก็ตาม”

ด้าน อาจารย์คมสัน โพธิ์คง เปิดเผยว่า รายละเอียดของการไกล่เกลี่ยในวันนี้ ศาลไม่อนุญาตให้นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ในมุมมองทางกฎหมาย สัญญาที่มีลักษณะจำกัดการแสดงความคิดเห็นหรือการเปิดเผยข้อเท็จจริง อาจเข้าข่ายขัดต่อหลักเสรีภาพในการพูด ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาต่อไป

ขณะที่ ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร เปิดเผยว่า การพิจารณาในวันนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนการไกล่เกลี่ย ยังไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะคดี โดยระบุว่าคุณแม่ของทรายมีความตั้งใจจะเดินทางมาร่วมการไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง แต่ไม่สามารถเดินทางมาได้ เนื่องจากมีความเครียดสะสมจนต้องรับประทานยา

ทั้งนี้ ศาลได้นัดทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันที่ 16 มิถุนายน เวลา 09.00 น. โดยยังไม่ชัดเจนว่าคุณแม่ของทรายจะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ดร.ทันกวินท์มองว่า แนวโน้มการพูดคุยระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากต่างฝ่ายต่างจะนำข้อเสนอที่ได้รับกลับไปพิจารณาพร้อมย้ำว่า แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่คุณแม่ของทรายยังคงได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างมากจากเรื่องที่เกิดขึ้น และกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไม่มีแม่คนไหนไม่รักลูก”

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img