วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน “วันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569” ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กองต่อต้านการค้ามนุษย์ สป.พม.” โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online รวมจำนวน 800 คน
การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย พร้อมรณรงค์เผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เพื่อผนึกกำลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการยอมรับในเวทีระดับสากล ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking”

งานดังกล่าวมุ่งสะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันป้องกัน แก้ไข และยุติปัญหาการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน โดยเน้นการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมว่า “การค้ามนุษย์เป็นเรื่องใกล้ตัว” และทุกคนอาจตกเป็นผู้เสียหายจากขบวน การค้ามนุษย์ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และช่วยเหลือผู้เสียหาย พร้อมส่งเสริมให้สังคมไทยไม่เพิกเฉยต่อการแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ในทุกรูปแบบ
นายนิกร โสมกลาง กล่าวว่า กระทรวง พม. เชื่อว่า ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ แต่คือบุคคลที่มีศักดิ์ศรี มีศักยภาพ และมีสิทธิที่จะกลับมาดำเนินชีวิตอย่างอิสระ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง การคุ้มครองจึงไม่ใช่เพียงการให้ที่พักพิง แต่คือการสร้างโอกาสในการฟื้นฟู การเข้าถึงสิทธิ และการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยปัจจุบันรูปแบบการค้ามนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่ ประเทศไทยจึงไม่เพียง “ดำเนินการต่อ” แต่จะ “ก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจน” โดยกระทรวง พม. พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วน จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย “Thailand TIP ZERO 2030” ซึ่งไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการทำให้ปัญหาหมดไปโดยสิ้นเชิง แต่คือการสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกจังหวัด ทุกชุมชนในประเทศไทย สามารถป้องกัน คุ้มครอง และตอบสนองต่อปัญหาการค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทยจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างบูรณาการในทุกมิติ ได้แก่ ด้านการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและออนไลน์ พร้อมยกระดับศักยภาพของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายตามหลักนิติธรรม ด้านการคุ้มครองผู้เสียหาย จะยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน เชื่อมโยงการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ พร้อมมุ่งเน้นผลลัพธ์ในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและป้องกันการตกเป็นผู้เสียหายซ้ำ และด้านการป้องกัน จะดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดความเปราะบางของกลุ่มเสี่ยง ผ่านกลไกด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและชุมชน พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยตระหนักว่าการค้ามนุษย์เป็นภัยใกล้ตัว และทุกคนมีบทบาทในการป้องกัน
ขณะที่ด้านความร่วมมือ จะขับเคลื่อนการทำงานแบบ “Whole-of-Government” และ “Whole-of-Society” เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ การรับชมวีดิทัศน์ผลการดำเนินงานสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย การประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของประเทศไทย พิธีมอบรางวัลดีเด่นด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ บุคคลดีเด่น หน่วยงานดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และสถานศึกษาต้นแบบป้องกันการค้ามนุษย์ ประจำปี ๒๕๖๙ รวมถึงการจัดนิทรรศการเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ บูธแสดงพัฒนาการของงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ บูธหน่วยงานด้านการดำเนินคดี ด้านการป้องกันและคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหาย ตลอดจนบูธจากองค์กร ภาคประชาสังคมและองค์การระหว่างประเทศ
ในตอนท้าย นายนิกร โสมกลาง ได้กล่าวให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกคนในสังคม เพื่อไม่ให้มีใครต้องเผชิญกับความอยุติธรรมนี้เพียงลำพังอีกต่อไป

