ศูนย์ ACSC ทลายแก๊งกดเงินสแกมเมอร์รวบ 21 ราย ยึดเงินสด 2.5 ล้าน เผยสถิติหลอกขายสินค้าในเฟซบุ๊ก ครองแชมป์โกงอันดับ 1 เตือนภัย! เพจประมูลแบรนด์เนมทิพย์ระบาดหนัก
เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 69 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 24-30 พ.ค. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 5,574 คดี มูลค่าความเสียหาย 137,773,929 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 17-23 พ.ค.69 จำนวน 11 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 76.60 ล้านบาท
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ในรอบสัปดาห์ดังกล่าว พบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพฤติการณ์ของคนร้ายในการเลือกใช้แพลตฟอร์มและช่องทางต่าง ๆ ในการติดต่อสื่อสารเพื่อหลอกลวงประชาชน โดยมีรายละเอียดจำนวนคดีที่เกิดขึ้นในแต่ละแพลตฟอร์ม ดังนี้ Facebook จำนวน 3,992 เคส ซึ่งเป็นช่องทางที่พบการหลอกลวงสูงที่สุด, ไม่ระบุช่องทาง จำนวน 613 เคส, Line จำนวน 577 เคส, โทรศัพท์ จำนวน 171 เคส, TikTok จำนวน 157 เคส, ช่องทางอื่น ๆ จำนวน 149 เคส, Instagram จำนวน 77 เคส,แอปพลิเคชันหาคู่ จำนวน 11 เคส , Telegram จำนวน 1 เคส, SMS จำนวน 1 เคส และยังพบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการเป็นคดีอันดับ 1 ที่ประชาชนโดนหลอกมากที่สุดกว่า 4,735 คดีต่อสัปดาห์ (คิดเป็น 84.9% ของคดีทั้งหมด) และเป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินสูงสุดในสัปดาห์นี้ ถึง 136.44 ล้านบาท (คิดเป็น 99.06% ของคดีทั้งหมด)
ขณะที่การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น คดีสองประเภทนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญขณะเดียวกันการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เมื่อจำแนกตามประเภทคดีพบว่า กลุ่มอายุ 21-30 ปี ครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์ และอันดับ 3 คดีหลอกลวงโดนแอบอ้างบุคคลอื่น
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่าง ๆ จนมีผลการปฏิบัติการต่าง ๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จำนวน 5 เคส ผู้ต้องหา 21 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 13 ราย และชาวต่างชาติ 8 ราย เป็นสัญชาติไนจีเรีย 6 ราย และชาวจีน 2 ราย พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 2.5 ล้านบาท ประกอบกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 2 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 21 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 191,905 บาท
โดยมีเคสเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่น่าสนใจ ดังนี้ เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูเพียง จ.น่าน เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 71 ปี ที่ตั้งใจซื้อเครื่องฟอกอากาศทางออนไลน์ ราคาประมาณ 1,800 บาท ก่อนจะถูกมิจฉาชีพหลอกให้ไปพูดคุยต่อในไลน์ ชื่อ “ศูนย์บริการ Bitkub” ที่อ้างว่าหากซื้อเครื่องฟอกอากาศ จะมีโพรโมชันให้คล้ายกับการเล่นเกมเพื่อลงทุนและได้รับผลตอบแทน โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 5 แสนบาท แต่ห้ามโอนให้ครั้งเดียว ให้แบ่งโอนครั้งละ 1 แสนบาท เป็นจำนวน 5 ครั้ง ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เมื่อเหยื่อหลงกลโอนไปแล้ว ครั้งแรกได้เงินตอบแทนจริง จึงตัดสินใจโอนเพิ่มอีก 4 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินออกมา กลับถูกอ้างว่าไม่ครบจำนวนตามที่บัญชีกำหนดไว้ และบอกให้โอนเพิ่มไปอีก 5 แสนบาท เพื่อให้ครบ 1 ล้านบาท จึงจะถอนเงินลงทุนทั้งหมดได้ ผู้เสียหายเริ่มรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงหยุดโอนเงินและหยุดติดต่อกับผู้ใช้บัญชีไลน์ดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แนะนำให้โทรศัพท์อายัดบัญชีและแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนต่อไป
ความเสียหายเคสนี้รวมแล้วกว่า 5 แสนบาทเคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร ภาค 6 และ สภ.เขาค้อ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 39 ปี ที่มีการโอนเงินไปยังบัญชีม้าที่เจ้าหน้าที่ติดตามอยู่ เมื่อตรวจสอบไปยังผู้เสียหายทำให้ทราบว่า ผู้เสียหายได้โอนเงินไปยังบัญชีดังกล่าว เพื่อเป็นค่าสั่งสินค้า โดยไม่ทราบว่าเป็นบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ยุติการโอนเงินและรีบให้โทรแจ้งอายัดบัญชีทันที ก่อนแนะนำให้เข้าแจ้งความต่อไป พบความเสียหายเบื้องต้น 5.4 แสนบาท
นอกจากนี้ ทางศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังเพจ ”ประมูลทิพย์” หลอกแข่งราคา สินค้าแบรนด์เนม-พระเครื่อง สุดท้ายสูญเงินหลักหมื่น หลังพบผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงจากเพจเฟซบุ๊กที่จัดกิจกรรม “ประมูลสินค้า” เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู และพระเครื่องยอดนิยม เบื้องต้นพบสร้างความเสียหายต่อเคสสูงถึงหลักหมื่นบาท
จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า มิจฉาชีพจะเปิดเพจปลอมขึ้นมาและนำภาพสินค้าแบรนด์เนมหรือสิ่งของมีค่ามาลงประมูลในราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่าท้องตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจ จากนั้นจะใช้บัญชีหน้าม้า หรือหน้าม้าอวตาร เข้ามาคอมเมนต์ร่วมประมูลแข่ง เพื่อปั่นราคาให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวเป็นที่ต้องการและยอมทุ่มเงินประมูลแข่งจนชนะในที่สุด แต่เมื่อโอนเงินไปแล้ว กลับได้รับของปลอม หรือของไม่ตรงปก หรือถูกบล็อกช่องทางติดต่อหนีทันที
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอแนะนำให้ตรวจสอบให้ดีก่อนโอนเงินหรือประมูลสินค้าใดๆทุกครั้ง โดยมีวิธีตรวจสอบเพจปลอมเบื้องต้น สามารถเข้าไปที่เมนู ความโปร่งใสของเพจ” (Page Transparency) โดยคลิกที่ชื่อเพจ จากนั้นจะมี popup ขึ้นมา จากนั้นให้เลือก “นโยบายความโปร่งใสและความเป็นส่วนตัว” แล้วตรวจสอบ 3 จุดสำคัญ ดังนี้ 1.ประวัติการเปลี่ยนชื่อเพจ ตรวจสอบว่าเพจนี้เคยเปลี่ยนชื่อบ่อยครั้งหรือไม่ หรือเคยเปลี่ยนจากชื่ออื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้ามาก่อน เช่น จากเพจคำคม เปลี่ยนมาเป็นเพจประมูลพระเครื่อง 2.ผู้ดูแลเพจ (Admin) ตรวจสอบว่าแอดมินผู้จัดการเพจอยู่ประเทศใด หากพบว่าแอดมินส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่าเป็นเพจของมิจฉาชีพ 3.วันเวลาที่สร้างเพจและการปิดคอมเมนต์ ตรวจสอบว่าเพจเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ไม่นานหรือไม่ และที่สำคัญ หากเพจนั้นมีการปิดไม่ให้แสดงความคิดเห็น ไม่ให้กล่าวถึงหรือแท็กเพจ หรือจำกัดคนคอมเมนต์ ให้สันนิษฐานเลยว่าเป็นเพจปลอมแน่นอน
ดังนั้น ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบอย่างรอบคอบทุกครั้ง ก่อนตัดสินใจโอนเงินซื้อสินค้าหรือร่วมประมูลสินค้าออนไลน์ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
หากพบเบาะแสหรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งความออนน์ไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

