หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมศาลฟันไม่เลี้ยง! คุก 3 ปี อดีต ป.ป.ช.–พวก ปมปิดข้อมูล “นาฬิกาหรู–แหวนเพชร” ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลสูงสุด

ศาลฟันไม่เลี้ยง! คุก 3 ปี อดีต ป.ป.ช.–พวก ปมปิดข้อมูล “นาฬิกาหรู–แหวนเพชร” ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลสูงสุด

เมื่อคำสั่งศาลสูงสุดไม่ถูกปฏิบัติตาม… ผู้ถูกกล่าวหาอาจไม่ใช่ผู้ถูกตรวจสอบ แต่กลับเป็น “ผู้ตรวจสอบ” เสียเอง — คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร หากคือคำถามใหญ่ต่อมาตรฐานความโปร่งใสขององค์กรปราบโกงไทย

เปิดคำพิพากษาสะเทือนองค์กรปราบโกง — ศาลชี้ละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ ปิดบังข้อมูลสาธารณะ ทั้งที่มีคำสั่งให้เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้มีคำพิพากษาคดีที่ถูกจับตาในแวดวงยุติธรรมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยตัดสินลงโทษจำคุกอดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวม 2 ราย คนละ 3 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สิน “นาฬิกาหรู–แหวนเพชร” ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

คดีดังกล่าว นายวีระ สมความคิด นักเคลื่อนไหวตรวจสอบการทุจริต เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายณัฐชัย เกษมมงคล ในฐานะอดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. และพวกรวม 12 คน กล่าวหาว่าร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ภายหลังไม่ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสำคัญ ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้เปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินที่สังคมตั้งคำถาม

ข้อมูลที่โจทก์ร้องขอประกอบด้วย รายงานแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด ความเห็นของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้อง รายงานการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แม้ต่อมาจะมีการส่งเอกสารบางส่วนให้ แต่โจทก์อ้างว่าเอกสารไม่ครบถ้วน มีการปกปิดข้อความหลายจุด และไม่เป็นไปตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้

คำพิพากษาระบุว่า การกระทำของจำเลยบางรายเข้าข่าย “ละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดอย่างชัดเจน ขณะที่จำเลยอีกหลายรายถูกยกฟ้องหรือจำหน่ายคดีออกไปในชั้นพิจารณา

ศาลวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า โจทก์ในฐานะผู้ตรวจสอบการทุจริต มีสิทธิขอข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ และถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว จึงมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีได้

ท้ายที่สุด ศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี คำพิพากษาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนว่า “องค์กรตรวจสอบ” เอง ก็อาจถูกตรวจสอบและต้องรับผิดทางกฎหมายได้ หากละเลยต่อหลักความโปร่งใสและคำสั่งของศาล

ภายหลังจําเลยยื่นคําร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกัน โดยตีราคาหลักประกันคนละ 400,000 บาท พร้อมวางเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img