กรุงเทพฯ, วันที่ 26 พฤษภาคม – นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เปิดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ “เมืองฟ้าอมร… and more” ว่า ตนมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการ พลิกโฉมการบริหารงานของ กทม. จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงทุกมิติของเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้ชาวกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน
นายอนุชา กล่าวว่า แนวคิด “And More” คือความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรุงเทพมหานครไม่หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นเมืองที่ซ่อมแซมปัญหาไปวันๆ แต่จะต้องเป็นเมืองที่ “สะดวกขึ้น สะอาดขึ้น สบายขึ้น มีรายได้มากขึ้น และตรวจสอบได้มากขึ้น” โดยตนพร้อมอาสาเป็นผู้เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งระบบระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และประชาชนเข้าด้วยกัน ผ่าน 5 นโยบายหลัก ได้แก่

1. “เดินทางสะดวก” : มุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. โดยตรง เพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรหนาเน่น เพื่อกำหนดเส้นทางเดินรถ รวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางน้ำด้วยเรือ EV นอกจากนี้ จะเร่งประสานรัฐบาลและเอกชนเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และพิจารณาสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
2. “เมืองสะอาด” : พลิกโฉมระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยศูนย์กำจัดขยะหลัก (เช่น อ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯ เหนือและตะวันออก เพื่อลดระยะเวลาและมลพิษจากการขนส่ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์งานก่อสร้าง และการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
3. “ใช้ชีวิตสบาย” : เพิ่ม “บ้านพักผู้สูงอายุ” เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ให้เป็น “คลินิกชุมชน” ที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากนี้ จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของรัฐและเอกชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space สำหรับศิลปิน รวมถึงจัดระเบียบทางเท้าและกำหนดโซนนิ่ง (Zoning) การค้าขายและสถานบันเทิงให้ชัดเจน

4. “มีรายได้มากขึ้น” : ผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ จะยกระดับ กทม. สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้าเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อสร้างรายได้
5. “ตรวจสอบได้หมด” : ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time รวมถึงเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
“นโยบายทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่แยกส่วนกัน แต่คือฟันเฟืองที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ผมเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้ และผมพร้อมที่จะเป็นผู้ว่าฯ ที่เชื่อมเมือง เชื่อมคน และเชื่อมการทำงานทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเมืองฟ้าอมรที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน” ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่า กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
