วันนี้ (23 พ.ค. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทิศทางการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีรากเหง้าของปัญหาราคาน้ำมันแพงว่า รัฐบาลไม่ได้เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุตามที่เคยประกาศไว้ ทั้งเรื่องการจัดการค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติและการยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เมื่อกระแสสังคมเริ่มซาลง รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่พยุงราคาหน้าปั๊มแทน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการโยนภาระหนี้สินไปให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันแบกรับในอนาคต ขัดกับแนวทางปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานอย่างยั่งยืน ส่งผลให้รัฐบาลต้องเสียเงินงบประมาณจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือประชาชนเพียงชั่วคราว แต่กลับทิ้งหนี้สินไว้ให้ลูกหลาน
ส่วนกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน นั้น นายอภิสิทธิ์ยืนยันจุดยืนว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเติม หากหันมาใช้วิธีลดราคาน้ำมันแทน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดและสูญเสียรายได้น้อยกว่ามาก พร้อมเปิดเผยว่าในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะแถลงข่าวเปิดตัวเครื่องมือตรวจสอบความผิดปกติในการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบางกระทรวงที่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเข้ามารับตำแหน่งแล้วพบปัญหา
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) มูลค่ากว่าล้านล้านบาทที่มีกำหนดพิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยชี้ให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวสามารถนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ภาคใต้ได้อย่างครอบคลุมและใช้งบประมาณน้อยกว่าด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) จากกรุงเทพฯ ถึงชายแดนใต้ การพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่ระบบไฟฟ้าเชื่อมต่อประเทศมาเลเซีย การยกระดับท่าเรือน้ำลึกทั้งฝั่งระนองและอ่าวไทยเพื่อเชื่อมต่อท่าเรือปีนัง รวมถึงการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างเกาะสมุยกับภูเก็ต
เมื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ระบอบน้ำเงินกินรวบประเทศ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เตือนว่าอย่าเพิ่งรีบด่วนสรุป แต่ขอให้ดูบทเรียนทางประวัติศาสตร์ในทุกยุคทุกสมัยว่า กลุ่มการเมืองใดที่มีพฤติกรรมกินรวบหรือลุแก่อำนาจ มักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงามอย่างแน่นอน
สำหรับกรณีที่พรรคประชาชนเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนนั้น นายอภิสิทธิ์เห็นว่าเป็นดุลยพินิจของประธานสภาฯ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัย แต่ส่วนตัวมองว่าหากรัฐบาลเริ่มกระบวนการกู้เงินอย่างชัดเจนเมื่อใด สภาฯ ก็ควรเร่งเปิดเวทีพิจารณาเรื่องนี้ทันที

