หน้าแรกการเมือง"โสภณ” ลั่นรื้อระเบียบล้าสมัย คืนศักดิ์ศรีข้าราชการสภา สั่งตรวจฉี่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ

“โสภณ” ลั่นรื้อระเบียบล้าสมัย คืนศักดิ์ศรีข้าราชการสภา สั่งตรวจฉี่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ

ประธานรัฐสภา “โสภณ ซารัมย์” มอบนโยบายข้าราชการและตำรวจรัฐสภา ย้ำต้องตื่นตัวรับมือสถานการณ์โลกและภัยความมั่นคง สั่งรื้อระเบียบเก่าล้าสมัยเพื่อคืนศักดิ์ศรีคนทำงาน พร้อมเดินหน้ามาตรการเชิงรุกจับมือ ป.ป.ส. ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ลั่นสภาต้องเป็นตัวอย่างแก่สังคม ยันไม่ซุกขยะไว้ใต้พรม หากพบพร้อมบำบัดช่วยเหลือ

วันที่ 22 พ.ค.2569 เวลา 09.00 น.ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา สำนักรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานยานพาหนะ สำนักการคลังและงบประมาณ เพื่อชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนรัฐสภาสู่การเป็นองค์กรโปร่งใสและเป็นที่พึ่งของประชาชน ว่าในสถานการณ์ภาพรวมปัจจุบันโลก และประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยความไม่สงบในหลายมิติ ทั้งความขัดแย้งในอดีตกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ภัยสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ และภัยคุกคามจากยาเสพติด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในรัฐสภา ต้องตื่นตัวและพร้อมรับมือกับสถานการณ์อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียที่ไม่คาดคิด

ประธานรัฐสภา กล่าวเน้นย้ำว่า ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยจะเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนมุมมองและยกระดับเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของข้าราชการรัฐสภา ไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเพียง “ผู้ช่วยการประชุม” แต่ต้องมีศักดิ์ศรีไม่แพ้ข้าราชการส่วนอื่น ๆ เช่น อัยการ กร. กอ.ดังนั้นการที่จะมีเกียรติยศศักดิ์ศรีได้ก็ต้องทำตัวเรา โดยได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการศึกษารื้อระเบียบข้อบังคับที่ล้าสมัย เพื่อแก้ไขปรับปรุงให้เอื้อต่อประสิทธิภาพการทำงานและดูแลสวัสดิการของข้าราชการและลูกจ้างอย่างยุติธรรม นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ปรับปรุงภาพลักษณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจรัฐสภา โดยเน้นย้ำเรื่องระเบียบวินัย ความสมาร์ท และความเด็ดขาดในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยเฉพาะการรักษาความสงบเรียบร้อยในห้องประชุมสภาฯ รวมถึงการจัดชุดฝึกอบรมทบทวนสมรรถภาพและการจัดพิธีเคารพธงชาติเช้า-เย็น เพื่อสร้างความศรัทธาให้แก่สังคมที่มองเข้ามา นอกจากนี้ยังมีภารกิจเร่งด่วนในการจัดตั้งและฝึกซ้อม “กองเกียรติยศตำรวจรัฐสภา” เพื่อเตรียมความพร้อมในการต้อนรับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะ ที่มีกำหนดการเดินทางมาเยือนรัฐสภาไทยอย่างเป็นทางการ

ประธานสภาฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนได้นำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้ามาดำเนินการสุ่มตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาและบุคลากรที่เข้าร่วมฟังนโยบายทันที เพื่อความโปร่งใสและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสังคม จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจสอบ ไม่ใช่ตรวจกันเองภายในหน่วยงาน

นโยบายที่ผมทำทุกเรื่อง เพื่อพัฒนาแก้ไขสิ่งที่มันบกพร่องให้มันดี เราจะไม่เอาเก็บขยะไว้ใต้พรม สิ่งที่ไม่ถูกต้องจะต้องถูกนำมาแก้ไขที่นี่ จึงขอความกรุณาอย่าทุกข์ใจ ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ตรงไปตรงมา ผลเป็นอย่างไรอย่ากังวล หากพลั้งเผลอไปยุ่งเกี่ยวกับมัน (ยาเสพติด) เรามีวิธีแก้ไข ผมไม่ทำร้ายท่าน เราจะช่วยบำบัดแก้ไขเพื่อคืนคนดีให้ครอบครัวและสังคม ยกเว้นแต่จะไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งก็ต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย” นายโสภณ กล่าว

ประธานรัฐสภา ระบุว่า ประเทศไทยหมดยุคที่จะพึ่งพา ‘ฮีโร่’ คนใดคนหนึ่งมาแก้ไขปัญหาแล้ว แต่เป็นยุคที่ต้องอาศัยความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ข้าราชการ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการทุกคน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนองค์กรและประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาทางกายภาพแล้ว ในอนาคตจะมีการนิมนต์พระผู้ใหญ่มาจัดกิจกรรมพัฒนาจิตใจผ่านการปฏิบัติธรรมตามความสมัครใจ เพื่อให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข

จากนั้น นายโสภณ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า วันนี้มีการเชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาตรวจปัสสาวะของตำรวจสภาและพนักงานขับรถของสภาด้วย เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีทั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดและเรื่องความมั่นคง หลักการของตนคือต้องการพัฒนาประสิทธิภาพของข้าราชการทุกส่วนที่นี่ โดยเริ่มที่ตำรวจก่อน ซึ่งต้องพัฒนาทั้งสมรรถภาพทางกาย และระเบียบวินัยต่าง ๆ ฉะนั้น อันดับแรกที่จะพัฒนาให้มีสมรรถภาพได้คือต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

ส่วนเรื่องระเบียบวินัยของตำรวจสภาก็ต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตำรวจ เพื่อเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ และสถานที่ตรงนี้ก็ถือเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ ฉะนั้นตำรวจสภา ต้องมีความเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัย ไม่ว่าดูแลความปลอดภัยของสถานที่และความปลอดภัยของบุคคล ซึ่งหลังจากนี้จะมีโปรแกรมการฝึกต่าง ๆ ตามมา

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img