ครอบครัว“น้องแอล” ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณที่อู่รถเมล์ ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้า พร้อมเสียงเรียกให้กลับบ้านที่เชียงใหม่

114

ครอบครัวของ น.ส.สุภาพร หรือแอล อายุ 34 ปี หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ได้เดินทางไปยังอู่รถเมล์ประจำทางซึ่งเป็นสถานที่เก็บซากรถเมล์คันที่เกิดเหตุ

เมื่อมาถึงบริเวณจุดจอดซากรถเมล์สาย 206 คันเกิดเหตุ ที่ถูกจอดไว้ภายในอู่รถเมล์พระราม 9 บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ครอบครัวของ “แอล” ได้ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต โดยได้นิมนต์พระสงฆ์เป็นผู้ประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณ และได้ทำพิธีทอดผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของญาติที่ต่างเรียกชื่อผู้เสียชีวิตด้วยความอาลัย พร้อมกล่าวว่า “กลับบ้านที่เชียงใหม่นะน้อง พี่มารับแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่ง กลับด้วยกันนะ”

ขณะที่ทีมข่าวได้สำรวจสภาพซากรถเมล์คันเกิดเหตุ พบว่าตัวรถถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งคันตั้งแต่บริเวณด้านหน้าจนถึงด้านท้าย เบาะนั่งผู้โดยสารถูกไฟเผาวอดทั้งหมด ภายในรถยังคงมีผ้าขาวที่ใช้คลุมร่างผู้เสียชีวิตในวันเกิดเหตุหลงเหลืออยู่ โดยสภาพรถโดยรวมได้รับความเสียหายอย่างหนัก

จากนั้นครอบครัวของ ”แอล“ ได้เดินทางมาเชิญดวงวิญญาณต่อที่บริเวณจุดเกิดเหตุโดยจุดนี้ได้นำอาหารคาวหวานมาให้ พร้อมกับจุดธูปเพื่อประกอบพิธีตามความเชื่อ

หลังเสร็จพิธี นายภูริพัฒน์ จงจิตร อายุ 37 ปี พี่ชายของแอล เปิดเผยว่า ขณะนี้ครอบครัวยังอยู่ระหว่างรอขั้นตอนจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ คาดว่าน่าจะสามารถรับร่างผู้เสียชีวิตได้ภายในช่วงบ่ายวันนี้ ก่อนพากลับไปประกอบพิธีที่ จ.เชียงใหม่

เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายภูริพัฒน์ มองว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ควรเกิดขึ้นและสะท้อนถึงความบกพร่องด้านมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่งมวลชน โดยมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบวินัย การขับขี่ รวมถึงการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้สอดคล้องกันจริง เพราะหากมีแต่หลักเกณฑ์ แต่ไม่มีการปฏิบัติตาม ก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียแบบนี้อีก

นายภูริพัฒน์ บอกด้วยว่า วันนี้ได้เห็นซากรถเมล์คันเกิดเหตุยอมรับว่ารู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เพราะสภาพรถถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมดเห็นแล้วรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องการเยียวยา ยอมรับว่า ครอบครัวมีความกังวล เพราะมองว่าไม่ว่าจะเยียวยามากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนชีวิตของน้องสาวได้และความเสียหายทางจิตใจก็ไม่มีอะไรชดเชยได้

นอกจากนี้ ยังฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันกำชับและตรวจสอบระเบียบวินัยด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียซ้ำอีกในอนาคต

นายภูริพัฒน์ ยังเปิดใจถึงความผูกพันกับน้องสาวว่า ทั้งคู่โตมาด้วยกัน รักและสนิทกันมาก น้องเป็นคนน่ารัก ไปไหนมาไหนก็จะบอกตลอด และมักเข้ามาปรึกษาเรื่องชีวิตอยู่เสมอ โดยตนคอยให้คำแนะนำเหมือนมาตลอด

สำหรับ “แอล” ถือเป็นเสาหลักของครอบครัว มีความตั้งใจอยากให้คนในบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น และพยายามทำงานหนักมาตลอด ซึ่งครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับน้องคือเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาระหว่างแวะไปหาน้องที่คลินิก น้องบอกว่า “เดือนหน้าจะย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้วนะ” ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร กระทั่งเกิดเหตุและมานึกย้อนกลับไปก็รู้สึกเหมือนเป็นคำพูดที่แปลกๆ คล้ายลางบอกเหตุ อีกทั้งในวันที่เจอกันครั้งสุดท้าย รู้สึกได้ว่าน้องดูไม่สดชื่นเหมือนทุกครั้ง สีหน้าและแววตาดูหม่นลง ไม่ได้ดีใจเหมือนเวลาที่ได้เจอกันก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นภาพสุดท้ายที่ยังติดอยู่ในใจของตนเองจนถึงตอนนี้