กรุงเทพฯ, 21 พฤษภาคม – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวถึง กรณีmujวานนี้ (20) สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 (พรบ.เช็ค 2534) พ.ศ. … วาระที่ 1 ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งเป็นกฎหมายค้างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เมื่อมีการยุบสภา รัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้ยืนยันตามกำหนด และรัฐสภาได้เห็นชอบ
ส่วนตัวในฐานะอดีต รมว.ยุติธรรมได้เสนอการพิจารณายกเลิกกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้า ครม. และรัฐบาลได้เสนอสภาผู้แทนราษฎรที่กล่าวมาแล้ว เห็นว่าเป็นการสร้างระบบนิติธรรมที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หลักสากล และสอดคล้องกับความจริงทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ประการแรก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือ พรบ.เช็ค 2534 วิธีการกำหนดให้เป็นโทษทางอาญาสำหรับผู้ซึ่งไม่สามารถชำระเงินตามเช็คได้ อันเป็นการนำโทษทางอาญามาใช้บังคับกับการผิดนัดทางแพ่ง ซึ่งพฤติการณ์นี้ไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรงเท่านั้น และไม่สอดคล้องกับข้อ 11 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งกำหนดชัดเจนว่า บุคคลจะถูกจำคุกเพียงเพราะเหตุว่าไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญามิได้ สมควรยกเลิกกฎหมายว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับผิดทางอาญาโดยไม่สมควรอีก
พันตำรวจเอกทวี กล่าวว่า ประการที่สอง การใช้เช็คทวงหนี้ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 13 “ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมดังต่อไปนี้ (2) การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชําระหนี้ได้” ซึ่งผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว จะต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในเมื่อกฎหมายทวงถามหนี้ลงโทษเจ้าหนี้ที่ใช้เช็คเป็นเครื่องมืออย่างไม่เป็นธรรมแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องเก็บกฎหมายเช็คปี 2534 ไว้

ประการที่สาม การยกเลิกโทษอาญา สอดคล้องกับหลักอาชญาวิทยาที่ว่า ความผิดเรื่องเช็คเด้งนั้น ตรงกับคำในอาชญาวิทยาว่า Mala prohibita คือ ”เป็นความผิดเพราะกฎหมายห้ามและกำหนดโทษไว้“ ไม่ใช่ความผิดประเภท Mala in se ซึ่งหมายถึง “ความผิดที่เป็นสิ่งชั่วร้ายในตัวเองหรืออาชญากรรมโดยแท้” และพ.ร.บ.ความผิดว่าด้วยการใช้เช็คเดิมก็ไม่ได้แยกแยะชัดเจนระหว่างผู้จนมุมทางธุรกิจกับผู้ทุจริตหรือโกง ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวต้องกลายสภาพเป็นอาชญากรและต้องติดคุก ซึ่งขัดกับหลักความยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทั้งนี้ หากผู้สั่งจ่ายเช็คมีพฤติกรรมตั้งใจหลอกลวงหรือมีเจตนาทุจริตฉ้อโกงมาตั้งแต่แรก สามารถปรับเข้ากับความผิดอาญาฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎหมายเช็คฉบับนี้
ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ (มาตรา 6) โดยให้กรมราชทัณฑ์มีอำนาจปล่อยตัวผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คโดยเร็วและทันทีภายในวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับโดยไม่ต้องรอหมายปล่อยจากศาล และแจ้งให้ศาลทราบ รวมถึงให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษ พ้นจากการคุมประพฤติหรือการพักการลงโทษโดยทันทีตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งประเทศ จำนวน 327,478 ราย เป็นผู้ต้องขังตามคดีเช็ค 555 ราย ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นธรรมและมีมนุษยธรรมอย่างแท้จริง

