สังคมรู้จัก พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ในฐานะนักวิจารณ์ ตำรวจชื่อดัง กัน แต่ถ้าขอเขียนวิจารณ์ กลับบ้าง พอจะอนุมานได้ว่า เขา“ดังหลังถอดเครื่องแบบ” ซึ่งจากการสืบค้น พบว่าปรากฏการณ์ ของ“พ.ต.อ.วิรุตม์” กับคำถามที่สังคมยังถกไม่จบ ในแวดวงสีกากีของไทย มีนายตำรวจอยู่หลายประเภท…บางคน “ดังจากกระสุน”บางคน “ดังจากคดี”บางคน “ดังจากบารมี”และบางคน… “ดังจากคำพูด”

ชื่อของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร คือหนึ่งในปรากฏการณ์เช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพจำของเขาในสังคมกลับยิ่งชัดขึ้น…แต่เป็นความชัดที่เกิดขึ้น “หลังถอดเครื่องแบบ” มากกว่าตอนยังอยู่ในองค์กรตำรวจ
นี่จึงกลายเป็นคำถามเงียบ ๆ ที่ลอยอยู่ในวงสนทนาของทั้งตำรวจ นักข่าว และประชาชนจำนวนไม่น้อยว่า“ถ้าเก่งจริง… แล้วตอนรับราชการอยู่ เขาอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์ตำรวจไทย?”
คำถามนี้… ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังทั้งหมด แต่เกิดจาก “ความสงสัย” ของสังคม เพราะเมื่อย้อนดูเส้นทางในอดีต กลับไม่พบชื่อของเขาในฐานะ “มือปราบระดับตำนาน” ไม่มีคดีสะเทือนประเทศที่ผูกติดกับชื่อเขา ไม่มีผลงานเชิงประจักษ์ที่ถูกเล่าขานแบบตำรวจดาวดังยุคเก่า ไม่มีภาพนายตำรวจลุยจับผู้ร้ายกลางดึก หรือปิดแฟ้มคดีประวัติศาสตร์ที่สังคมจดจำ แม้แต่รางวัลสำคัญในระบบราชการตำรวจ ก็แทบไม่มีข้อมูลเด่นชัดปรากฏต่อสาธารณะ
แต่โลกกลับมารู้จักเขา… ในวันที่เขาไม่ใช่ตำรวจแล้ว และนั่นคือ “จุดเปลี่ยน”เพราะหลังลาออกจากราชการ เขากลายเป็นคนที่พูดเรื่อง “ด้านมืดของสีกากี” ได้ดุดันที่สุดคนหนึ่งที่เกี่ยวกับ ส่วย…ตั๋ว…ซื้อขายตำแหน่ง…การเมืองในสำนักงานตำรวจ…ระบบอุปถัมภ์…การแทรกแซงคดี…
คำเหล่านี้ ถูกอธิบายผ่านน้ำเสียงของอดีตนายตำรวจที่ดูเหมือน “รู้ลึกจากข้างใน” สื่อจึงชอบ เวทีเสวนาจึงเชิญ รายการข่าวจึงเปิดพื้นที่เพราะสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังโกรธ “ระบบ” มากกว่าโกรธ “บุคคล”และคนที่สามารถอธิบายระบบได้ จึงกลายเป็น “สินค้าแห่งยุคสมัย”
พูดอีกแบบ…สังคมไม่ได้ต้องการ “มือปราบ”แต่ต้องการ “คนแฉระบบ”พ.ต.อ.วิรุตม์ จึงตอบโจทย์นั้นพอดี อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของสังคมก็ยังตั้งคำถามแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ถ้ารู้ปัญหาดีขนาดนี้…แล้วเหตุใดตอนยังอยู่ในอำนาจ จึงไม่เปลี่ยนมัน? หรือจริง ๆ แล้ว การพูดหลังเกษียณนั้นง่ายกว่า? ปลอดภัยกว่า? และไม่ต้องแลกด้วยอนาคตในเครื่องแบบ?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว ฝ่ายที่สนับสนุนเขาจะมองว่า…“ระบบตำรวจไทย ไม่เปิดพื้นที่ให้คนพูดความจริง”คนที่ไม่เล่นการเมืองย่อมโตยาก และเมื่อพ้นพันธนาการ จึงกล้าพูดทุกอย่าง แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อ ก็สวนกลับทันทีว่า“ถ้าแน่จริง… ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ?”และที่เจ็บจี๊ด คือชอบตำหนิ อดีตองค์กรของตัวเอง ทั้งรับเงินบำนาญ จากใหน.? สุภาพบุรุษสีกากี ที่ชอบตำหนิ มากกว่าแนะนำ แบบนักวิชาการ เขาจะไม่ทำกัน ซึ่งสืบค้นประวัติก็ไม่พบว่าเรียนจบเก่งเฉะาะทาง ด้านใหน ตัวนี้คือเหตุผลที่ชื่อของเขา “แบ่งคนออกเป็นสองขั้ว” อย่างชัดเจน
ฝ่ายหนึ่งมองว่าเขาคือ “คนกล้าพูด”อีกฝ่ายมองว่าเขาคือ “นักวิจารณ์หลังเกม”แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่…สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือวันนี้ชื่อของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ถูกจดจำในฐานะ “ผู้วิจารณ์ระบบตำรวจ” มากกว่า “อดีตนายตำรวจผู้มีผลงานภาคสนาม”และบางที…นั่นอาจสะท้อนความจริงที่เจ็บลึกของสังคมไทยยิ่งกว่าเรื่องตัวบุคคลเสียอีก
เพราะยุคนี้…คนที่มีชื่อเสียงที่สุดในองค์กร อาจไม่ใช่คนที่ “ทำงานเก่งที่สุด”แต่อาจเป็นคนที่ “เล่าเรื่ององค์กรได้เก่งที่สุด”ต่างหากส่วนประชาชนจะชื่นชอบแบบใหน ก็เคารพในเหตุผลของแต่ละฝ้ายว่ากันไปตามเหตุผล ของแต่ละฝ่าย


