“พ.ต.อ.วิรุตม์”คือใครมาจากไหน สังคมตั้งคำถามดัง หลังถอดเครื่องแบบ หรือไม่

142

สังคมรู้จัก พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ในฐานะนักวิจารณ์ ตำรวจชื่อดัง กัน แต่ถ้าขอเขียนวิจารณ์ กลับบ้าง พอจะอนุมานได้ว่า เขา“ดังหลังถอดเครื่องแบบ” ซึ่งจากการสืบค้น พบว่าปรากฏการณ์ ของ“พ.ต.อ.วิรุตม์” กับคำถามที่สังคมยังถกไม่จบ ในแวดวงสีกากีของไทย มีนายตำรวจอยู่หลายประเภท…บางคน “ดังจากกระสุน”บางคน “ดังจากคดี”บางคน “ดังจากบารมี”และบางคน… “ดังจากคำพูด”

ชื่อของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร คือหนึ่งในปรากฏการณ์เช่นนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ภาพจำของเขาในสังคมกลับยิ่งชัดขึ้น…แต่เป็นความชัดที่เกิดขึ้น “หลังถอดเครื่องแบบ” มากกว่าตอนยังอยู่ในองค์กรตำรวจ

นี่จึงกลายเป็นคำถามเงียบ ๆ ที่ลอยอยู่ในวงสนทนาของทั้งตำรวจ นักข่าว และประชาชนจำนวนไม่น้อยว่า“ถ้าเก่งจริง… แล้วตอนรับราชการอยู่ เขาอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์ตำรวจไทย?”

คำถามนี้… ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังทั้งหมด แต่เกิดจาก “ความสงสัย” ของสังคม เพราะเมื่อย้อนดูเส้นทางในอดีต กลับไม่พบชื่อของเขาในฐานะ “มือปราบระดับตำนาน” ไม่มีคดีสะเทือนประเทศที่ผูกติดกับชื่อเขา ไม่มีผลงานเชิงประจักษ์ที่ถูกเล่าขานแบบตำรวจดาวดังยุคเก่า ไม่มีภาพนายตำรวจลุยจับผู้ร้ายกลางดึก หรือปิดแฟ้มคดีประวัติศาสตร์ที่สังคมจดจำ แม้แต่รางวัลสำคัญในระบบราชการตำรวจ ก็แทบไม่มีข้อมูลเด่นชัดปรากฏต่อสาธารณะ

แต่โลกกลับมารู้จักเขา… ในวันที่เขาไม่ใช่ตำรวจแล้ว และนั่นคือ “จุดเปลี่ยน”เพราะหลังลาออกจากราชการ เขากลายเป็นคนที่พูดเรื่อง “ด้านมืดของสีกากี” ได้ดุดันที่สุดคนหนึ่งที่เกี่ยวกับ ส่วย…ตั๋ว…ซื้อขายตำแหน่ง…การเมืองในสำนักงานตำรวจ…ระบบอุปถัมภ์…การแทรกแซงคดี…

คำเหล่านี้ ถูกอธิบายผ่านน้ำเสียงของอดีตนายตำรวจที่ดูเหมือน “รู้ลึกจากข้างใน” สื่อจึงชอบ เวทีเสวนาจึงเชิญ รายการข่าวจึงเปิดพื้นที่เพราะสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กำลังโกรธ “ระบบ” มากกว่าโกรธ “บุคคล”และคนที่สามารถอธิบายระบบได้ จึงกลายเป็น “สินค้าแห่งยุคสมัย”

พูดอีกแบบ…สังคมไม่ได้ต้องการ “มือปราบ”แต่ต้องการ “คนแฉระบบ”พ.ต.อ.วิรุตม์ จึงตอบโจทย์นั้นพอดี อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของสังคมก็ยังตั้งคำถามแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ถ้ารู้ปัญหาดีขนาดนี้…แล้วเหตุใดตอนยังอยู่ในอำนาจ จึงไม่เปลี่ยนมัน? หรือจริง ๆ แล้ว การพูดหลังเกษียณนั้นง่ายกว่า? ปลอดภัยกว่า? และไม่ต้องแลกด้วยอนาคตในเครื่องแบบ?

คำถามนี้ไม่มีคำตอบตายตัว ฝ่ายที่สนับสนุนเขาจะมองว่า…“ระบบตำรวจไทย ไม่เปิดพื้นที่ให้คนพูดความจริง”คนที่ไม่เล่นการเมืองย่อมโตยาก และเมื่อพ้นพันธนาการ จึงกล้าพูดทุกอย่าง แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อ ก็สวนกลับทันทีว่า“ถ้าแน่จริง… ตอนมีอำนาจทำไมไม่ทำ?”และที่เจ็บจี๊ด คือชอบตำหนิ อดีตองค์กรของตัวเอง ทั้งรับเงินบำนาญ จากใหน.? สุภาพบุรุษสีกากี ที่ชอบตำหนิ มากกว่าแนะนำ แบบนักวิชาการ เขาจะไม่ทำกัน ซึ่งสืบค้นประวัติก็ไม่พบว่าเรียนจบเก่งเฉะาะทาง ด้านใหน ตัวนี้คือเหตุผลที่ชื่อของเขา “แบ่งคนออกเป็นสองขั้ว” อย่างชัดเจน

ฝ่ายหนึ่งมองว่าเขาคือ “คนกล้าพูด”อีกฝ่ายมองว่าเขาคือ “นักวิจารณ์หลังเกม”แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่…สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือวันนี้ชื่อของ พ.ต.อ.วิรุตม์ ถูกจดจำในฐานะ “ผู้วิจารณ์ระบบตำรวจ” มากกว่า “อดีตนายตำรวจผู้มีผลงานภาคสนาม”และบางที…นั่นอาจสะท้อนความจริงที่เจ็บลึกของสังคมไทยยิ่งกว่าเรื่องตัวบุคคลเสียอีก

เพราะยุคนี้…คนที่มีชื่อเสียงที่สุดในองค์กร อาจไม่ใช่คนที่ “ทำงานเก่งที่สุด”แต่อาจเป็นคนที่ “เล่าเรื่ององค์กรได้เก่งที่สุด”ต่างหากส่วนประชาชนจะชื่นชอบแบบใหน ก็เคารพในเหตุผลของแต่ละฝ้ายว่ากันไปตามเหตุผล ของแต่ละฝ่าย