กรุงเทพฯ, วันที่ 21 พ.ค. – นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ระบุถึงโจทย์ของภาครัฐในการรับมือสังคมผู้สูงวัย ว่า ปัจจุบันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในปี 2567 โดยมีผู้สูงอายุคิดเป็น 20.69% ของประชากรทั้งหมด ติดอันดับที่ 17 ของโลก และใช้เวลาไม่ถึง 20 ปีในการเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุจาก 10% เป็น 20% เร็วกว่าสิงคโปร์และจีนที่ใช้เวลา 25 ปี และเร็วกว่าสหรัฐอเมริกาที่ใช้ถึง 69 ปี
โดยระบุถึง ตัวเลขที่ภาครัฐควรพิจารณาว่า มีสามชุด ชุดแรกคืออัตราการเกิดในปี 2567 อยู่ที่เพียง 460,000 คน ต่ำสุดในรอบ 70 ปี ชุดที่สองคือปัจจุบันแรงงาน 3 คนต้องรองรับผู้สูงอายุ 1 คน และคาดว่าจะเหลือเพียง 2 คนในปี 2587 ชุดที่สามคือหากไม่มีการปฏิรูปเร่งด่วน ไทยมีความเสี่ยงต่อการล่มสลายทางการคลังจากฐานภาษีที่แคบลงและภาระสวัสดิการที่พุ่งสูงขึ้น
นายพชร กล่าวว่า เพื่อนบ้านเราที่เผชิญกับปัญหานี้แบบเดียวกัน คือ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นแบบสำคัญประการหนึ่งที่จะนำมาปรับใช้กับนโยบายผู้สูงอายุในประเทศ โดยมี 3 ประการหลักที่ สิงคโปร์สามารถเริ่มต้นได้ดี ผ่านชุดวิธีคิดหลัก ที่ถูกตอบสนองด้วยนโยบายที่เป็นระบบและวัดผลได้ คือ 1) การขยายอายุเกษียณอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีกฎหมายรองรับ โดยขยายจาก 55 ปีในปี 2531 มาอยู่ที่ 63 ปีในปี 2564 และจะขึ้นเป็น 64 ปีในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีแผนขยายต่อไปถึง 65 ปี พร้อมขยายอายุการจ้างงานต่อไปถึง 70 ปี ภายในปี 2573 โดยทุกขั้นตอนมีกฎหมายรองรับและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน
2) การอุดหนุนนายจ้างโดยตรงผ่าน Senior Employment Credit (SEC) รัฐบาลสิงคโปร์ใช้มาตรการให้เงินอุดหนุนค่าจ้างแก่นายจ้างที่จ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงสุดถึง 7% ของค่าจ้าง นอกจากนี้ยังมี Part-time Re-employment Grant ส่งเสริมการจ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยมีนายจ้างกว่า 6,300 รายใช้สิทธิ์นี้ ครอบคลุมแรงงานสูงวัยเกือบ 50,000 คน ณ ปลายปี 2566

3) ระบบ Lifelong Learning ผ่าน Skills Future ที่สามารถวัดผลจริง โครงการ Skills Future เป็นนโยบายระดับชาติที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิตสำหรับชาวสิงคโปร์ทุกช่วงวัย สิ่งที่ทำให้ต่างจากโปรแกรมฝึกอบรมทั่วไปคือ ระบบวัดผลสามขั้น ขั้นแรกสำรวจทันทีหลังจบหลักสูตร ขั้นที่สอง คือ การติดตามผลในหกเดือน และขั้นที่สามวัดการจ้างงานและค่าจ้างจริง โดยข้อมูลจาก SkillsFuture Singapore Year-in-Review ในปี 2567 ผู้เข้าร่วมโปรแกรม SkillsFuture Career Transition (SCTP) กว่า 54% สามารถหางานได้ภายในหกเดือนหลังจบหลักสูตร และ 69% รายงานว่าการฝึกอบรมช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น นับตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2565 จนถึงสิ้นปี 2567 มีผู้ผ่านการฝึกและหางานได้ภายในหกเดือนสูงถึง 55% จากผู้เข้าร่วมเกือบ 4,300 คน
กรรมการ ก.ล.ต. กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้กลไกนี้ทำงานได้จริงคือผลการสำรวจเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการต่ออายุการสนับสนุนเงินทุนของผู้ให้บริการฝึกอบรมโดยตรง หมายความว่าหากฝึกแล้วคนหางานไม่ได้ สถาบันนั้นก็สูญเสียสิทธิ์รับเงินอุดหนุนจากรัฐ จะเห็นได้ว่านโยบายการขยายอายุเกษียณของสิงคโปร์จะได้ผลจริงต่อเมื่อทำพร้อมกันสามด้าน คือมีกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง มีแรงจูงใจทางการเงินสำหรับนายจ้าง และมีระบบ Reskilling ที่รองรับแรงงานให้ยังมีความสามารถในตลาด
อย่างไรก็ดี แม้ตัวอย่างข้างต้นจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่บริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทำให้ไทยต้องออกแบบนโยบายของตัวเอง เรียกได้ว่า ต้องตัดชุดใหม่ ให้พอดีกับตัว ประการแรก ข้อมูลจาก Aged Society: Embracing Challenges and Unlocking Opportunities รายงานว่า ในปี 2564 ทุก 100 คนวัยแรงงานต้องรองรับผู้สูงอายุเกิน 60 ปีถึง 21 คน เพิ่มจาก 13 คนในปี 2558 และแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 68.7% ในปี 2566 จากกว่า 70% เมื่อทศวรรษก่อน
ประการที่สอง ข้อมูลจากรายงาน Aging population and employment in Thailand: Towards Inclusive Legal Reforms พบว่า ในบรรดาผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ในไทย 63.7% เป็นแรงงานอิสระ 16.3% ช่วยกิจการครอบครัว และมีเพียง 16.2% เท่านั้นที่มีงานในภาครัฐหรือเอกชน ขณะที่ 31% ของผู้สูงอายุไทยไม่มีเงินออม และ 42% มีรายได้ไม่เพียงพอ

ประการที่สาม ไทยได้คะแนน 50.6 จัดอยู่ในกลุ่ม C ของดัชนีบำนาญโลก Mercer CFA Institute ปี 2568สะท้อนว่าระบบบำนาญยังมีช่องว่างสำคัญโดยเฉพาะการครอบคลุมแรงงานนอกระบบและระดับการออมที่ต่ำ ขณะที่สิงคโปร์ได้ 80.8 ก้าวขึ้นสู่กลุ่ม A เป็นชาติเอเชียแรก แม้แต่ระบบที่ดีที่สุดในภูมิภาคยังคงมีจุดที่ต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการขยายความคุ้มครองไปสู่แรงงานต่างชาติที่เป็นสัดส่วนสำคัญของกำลังแรงงาน
นายพชรกล่าวว่า จุดอ่อนที่สุดของไทยที่แตกต่างจากทั้งสองประเทศคือระดับการศึกษาของผู้สูงอายุไทย 67.2% ไม่จบประถมศึกษา และมีเพียง 7.9% เท่านั้นที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฐานทักษะที่ต่ำนี้ทำให้การ Reskilling ในแบบที่สิงคโปร์ทำจะเข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากไม่ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทไทย
ท้ายนี้มีข้อเสนอแนะสามด้านที่ภาครัฐควรออกแบบและต้องเดินหน้าพร้อมกัน คือ 1) ออกกฎหมายขยายอายุเกษียณให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบันอายุเกษียณภาคราชการไทยยังคงอยู่ที่ 60 ปี แม้จะมีแนวคิดการขยายอายุเกษียณไปถึง 65–70 ปี แต่ก็ยังไม่มีการออกกฎหมายบังคับใช้จริง บทเรียนจากสิงคโปร์ชัดเจนว่าการขยายอายุเกษียณต้องมีกฎหมายรองรับ ควบคู่กับแรงจูงใจทางการเงินสำหรับนายจ้าง จึงจะได้ผลจริง

2) สร้างระบบ Reskilling ที่เข้าถึงแรงงานนอกระบบ จากรายงานของ OECD Economic Survey Thailand 2025 พบว่า ไทยมีแรงงานนอกระบบสูงถึง 52.7% ของแรงงานทั้งหมด หรือ 21.1 ล้านคน โปรแกรมการพัฒนาทักษะของรัฐจึงต้องออกแบบให้เข้าถึงกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่รอให้คนมาหาระบบ แต่ต้องนำระบบไปหาคน และต้องเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินให้สถาบันฝึกอบรมจากการนับหัวผู้เข้าร่วม เป็นการวัดผลการจ้างงานและรายได้ที่เปลี่ยนแปลงจริงหลังฝึก
3) ดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศอย่างเชิงรุก การพึ่งพาแรงงานในประเทศอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพชีวิตและต้นทุนการครองชีพที่ดึงดูดชาวต่างชาติได้ หากออกแบบ Long-term Visa และสิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานทักษะสูงที่ชัดเจนและแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค
“ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ทุนมนุษย์ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว และนั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลไทยต้องตอบและแก้ให้ได้เพื่อรองรับสังคมและการพัฒนาของประเทศที่เปลี่ยนไป” กรรมการ ก.ล.ต. กล่าว

