บ่อยครั้งที่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชน ถึงความไม่โปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ตำรวจจะติดโผมาโดยตลอด บางครั้งอยู่ในลำดับต้นๆบางครั้งรั้งท้าย

ล่าสุดผลโพลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ตำรวจติดในส่วนหน่วยงานเสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชั่นและเรียกรับสินบน ใน 10 อันดับแรก ตำรวจทางหลวง และตำรวจจราจร อยู่ดันดับ 1 อันดับ 2 กระบวนการยุติธรรม(ยกเว้นศาล) และตำรวจท้องที่ อยู่ดันดับ 7
หน่วยงานที่มีอัตราเสนอสิ่งตอบแทนสูง 30 อันดับลำดับที่ 5 กระบวนการยุติธรรม(ยกเว้นศาล) จำนวนที่เสนอต่อครั้ง 88,750 บาท ตำรวจท้องที่ อยู่ลำดับที่ 23 จำนวนที่เสนอต่อครั้ง 33,149 บาท และตำรวจทางหลวง/จราจร ครองอับดับ 1 ด้านความเสี่ยง แต่อัตราเสนอสิ่งตอบแทนอยู่ลำดับที่ 26 เฉลี่ยครั้งละ 21,889 บาท
หลายหน่วยงานที่ติดโพลทุจริตในลำดับต้นๆ ผู้นำหน่วยต่างแสดงอาการไม่พอใจร้องขอหลักฐาน จี้ให้ชี้แจงภายใน 7 วัด หากไม่ดำเนินการจะฟ้องคำเนินคดี แม้แต่รัฐมนตรีบางคนเก็บอาการไม่อยู่วิวาทะกับผู้สื่อข่าว จนต้องกลับมาขอโทษ
”ต่างกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ยืดอกรับแบบสุภาพบุรุษสีกากีว่าน้อมรับฟังเสียงสะท้อน หากพบผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดต้องลงโทษทั้งวินัยและอาญาแบบเด็ดขาด“ ซึ่ง ผบ.ตร.เองทำได้แค่งัดระเบียบ ข้อกฏหมาย ตาม พรบ.ตำรวจ รวมถึงการคาดโทษ เพราะปัญหาที่โพลสะท้อนออกมาแวดวงสีกากีและชาวบ้านต่างทราบดีว่าเป็นปัญหาโลกแตก ซ้ำซากยากจะแก้ไข เว้นแต่จะเปลี่ยนนิสัยหรือสันดานของคนไทยเท่านั้นถึงจะแก้ได้ ซึ่งจริงๆแล้วหากย้อนดูจะเห็นได้ว่าแต่ละเดือน คณะกรรมราชการตำรวจ(ก.ตร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีนั่งประธานฯมีมติ ให้ตำรวจชั่วออกจากราชการ ทั้งไล่ออก ปลดออก ดำเนินคดี อาญา วินัย แบบไม่มีละเว้นฯซึ่งหน่วยงานอื่นเลือกที่จะปล่อยเรื่องเงียบ
กลับมามองที่ ตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจร ติดอันดับ 1 ผู้ใช้รถใช้ถนนต่างทราบดีว่าจะถูกจับกุมเมื่อทำผิดกฎจราจรเท่านั้น สมัยก่อนถ้าถูกจับกุมตำรวจจะปรับในที่เกิดเหตุในราคาที่ถูกกว่าโดนใบสั่งแล้วไปปรับที่โรงพัก แต่จะไม่มีใบเสร็จจ่ายเสร็จปล่อย
ปัจจุบันถ้าทำผิดขอเจรจาลดหย่อนแบบจ่ายเถื่อนสามารถทำได้ถ้าตำรวจที่จับยินยอม แต่ส่วนใหญ่จะออกใบสั่งด้วยเครื่องแล้วให้ผู้กระทำผิดสแกนจ่ายเมื่อสะดวก ส่งผลให้การปรับเถื่อนลดลง แต่การปรับเถื่อนจะฮิตด่านตรวจเมา เพราะผู้กระทำจะขอเคลียร์ให้จบ เพราะถ้าไม่จบต้องประกันตัว ต้องขึ้นศาล ต้องบำเพ็ญประโยชน์ และมีประวัติติดตัว ปรับเถื่อนจะมีหลายราคา เริ่มต้นที่ 3,000 บาท 5,000 บาท ขับรถหรูจะจบที่ 10,000-15,000 บาท บางคนประสานหาตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลวงการต่างๆเจรจาให้พ้นผิด ถ้าผู้ใหญ่ที่ประสานมาบารมีไม่มากพอ เจรจาให้จ่ายแบบครึ่งราคาหรือตั๋วเด็ก จบแบบสมหวังทั้งผุ้ให้และผู้รับ
สำหรับปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ตำรวจท้องที่จะมีบทบาทสูงในฐานะเจ้าของคดี ทั้งสอบปากคำ รวบรวมพยานหลักฐาน ทำสำนวนคดีส่งอัยการ ระหว่างสอบสวนถ้าผู้ต้องหามีฐานะ จะให้พนักงานสอบสวนเจรจาต่อรองกับผู้เสียไม่ให้คดีขึ้นสู่ศาล ถ้าผู้เสียหายพอใจกับค่าเสียหายที่เสนอให้ พนักงานสอบสวนจะนำสำนวนไปหารือกับอัยการช่วยอุดช่องว่างทางกฎหมายแล้วทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง มาพร้อมกับราคาที่ผู้ต้องหาต้องจ่ายให้ทั้งพนักงานสอบสวน หัวหน้าโรงพักและอัยการ เพื่อแลกกับอิสรภาพ มีทั้งคดีอาญาและคดียาเสพติด
หากว่าผู้ต้องหาไม่สามารถที่จ่ายได้ยอมติดคุก ไปสู่ขั้นตอนการควบคุมในเรือนจำ เมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ถ้าติดคุกในเรือนจำที่กรุงเทพฯ หากนักโทษไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ญาติเดินทางไปเยี่ยมลำบากเสียค่าใช้จ่ายสูง ทำเรื่องขอย้ายไปคุมขังเรือนจำบ้านเกิด มีค่าจ่ายใช้ย้ายเรือนจำระหว่าง 10,000-30,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโทษที่ถูกจำคุก
ที่ยกมาเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งทั้งในแวดวงตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ที่ประพฤติปฏิบัติกันจนเป็นปกติ ยิ่งจังหวัดไหนมีบ้านใหญ่หรือจังหวัดไหนที่นักการเมืองเป็นรัฐมนตรี สามารถสั่งการให้ตำรวจ หรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องได้แบบสบายใจเฉิบ ตำรวจหรือข้าราชการที่รับสนองจะได้ผลแทนที่คุ้มค่าทั้งลาภยศ
ตำรวจหรือข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมบางคน ช่วงรับราชการสามารถสนองความต้องการของพวกบ้านใหญ่ได้ มีโอกาสที่จะผงาดนั่งตำแหน่งเสนาบดี รวมถึงเป็น ส.ส.และส.ว.ได้อีกต่างหาก จึงไม่ใช่เรื่องแม้กฎหมายจะมีโทษแรงสำหรับคนทุจริต แต่ในทางประพฤติกันจริงๆ การทุจริตจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจเพราะคนทุจริตส่วนใหญ่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ดังนั้นผลโพลที่สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสในการทำงานของตำรวจ หากเทียบกับการทุจริตแบบองค์รวมแล้วแค่จิ๊บๆๆเท่านั้น !!!


