รองผอ. รร.อนุบาลนครปฐม แจ้งความเอาผิดเพื่อนร่วมงาน หลังวงจรปิดจับภาพชัด ย่องมาเปิดคอมพ์ส่วนตัวที่มีข้อมูลสอบปมเงินใช้สวัสดิการโรงเรียนผิดปกติ แถมปล่อยแชตหลุด

73

นครปฐม, วันที่ 19 พฤษภาคม – นายมนูญ เหล่าปาสี รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครปฐม กล่าวถึงกรณีที่มอบอำนาจให้ทนายความไปแจ้งความดำเนินคดีเพื่อนร่วมงานรายหนึ่ง ว่า วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ามีรองผอ.ท่านหนึ่งได้เข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนในช่วงหัวค่ำแต่ไม่ทราบว่าไปทำ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม ได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ารอง ผอ.คนดังกล่าวมานั่งที่โต๊ะแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ ซึ่งในนั้นมีข้อมูลการสอบสวนการใช้เงินสวัสดิการของโรงเรียนที่มีความผิดปกติมูลค่านับล้านบาท โดยตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจากภาพวงจรปิด รอง ผอ.คนนี้มีท่าทีลักษณะคล้ายค้นหาข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อปรึกษานายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ทนายความ ทราบว่าการกระทำลักษณะนี้อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนตัว จึงได้พากันไปแจ้งความที่สภ.เมืองนครปฐม เพื่อให้มีการตรวจสอบ

นายมนูญ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบนั้น เกิดจากเหตุร้องเรียนเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และมีผู้ประกอบการที่เป็นเอกชน 2-3 รายมาติดตามทวงหนี้สินของโรงเรียน ที่เกิดขึ้นก่อนตน และดร.วชิรวิชย์ นิติพันธ์ ผอ.โรงเรียน จะเข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนได้รายงานไปยัง ดร.วชิรวิชย์ และแจ้งไปยังต้นสังกัดคือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครปฐม เขต 1 ทราบ ซึ่งต่อมาผู้บริหารสพป. นครปฐม เขต 1 สั่งให้มีการชดใช้หนี้ดังกล่าว จากนั้น ผอ.ได้เรียกประชุม โดยได้เชิญคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนให้เข้าร่วมประชุม และเชิญอดีตผู้อำนวยการ และครูอาจารย์ที่มีชื่อให้เป็นกรรมการเข้ามาแสดงข้อเท็จจริงทั้งหมด ระหว่างนี้มีความพยายามโจมตีคณะผู้บริหารปัจจุบันของโรงเรียนผ่านโซเชียลมีเดีย และมีการร้องเรียนกันหลายครั้ง ก่อนจะเกิดเหตุแอบเปิดคอมพ์ขึ้น

นายมนูญ กล่าวว่า ตนเข้ามาทำงานตรงนี้ห้าเดือน ไม่อยากให้เกิดความเสียหายใด ๆ กับบุคคล หรือชื่อเสียงของโรงเรียน แต่เมื่อความผิดปกติหลายอย่าง และมีบุคคลเกี่ยวข้องหลายคนตรงนี้ ต้องบอกว่าตนทำหน้าที่รองผอ.โรงเรียน และประธานสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเบิกจ่ายอย่างตรงไปตรงมา และไม่ได้รู้จักกับใครเป็นพิเศษ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และมีภาพการสนทนาในแอพพลิเคชั่นของตนหลุดออกไป จำเป็นจะต้องได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสกับทุกฝ่าย

ด้าน นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวว่า การที่ผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่งมาเปิดคอมพิวเตอร์นายมนูญในยามค่ำคืน ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และการมีภาพบทสนทนาของนายมนูญผ่านแอพลิเคชั่นหลุดออกมา อาจเข้าข่ายผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ จึงได้พาไปแจ้งความ และตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าข้อมูลได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่ที่ใด ครบถ้วนหรือไม่ มีการตัดทอนหรือนำไปแก้ไขเพื่อแก้ต่าง ๆ ในความผิดของใครหรือไม่

นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นจากเอกสารในการแต่งตั้งคณะกรรมการสวัสดิการของโรงเรียน ในยุคอดีต ผอ. พบว่าผิดระเบียบ ขณะที่เมื่อมีการสอบสวนก็พบว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเงินก็มีบุคคลเพียงสองถึงสามคนเท่านั้นที่ดำเนินการซึ่งคณะกรรมการคนอื่นๆ ไม่ได้รับทราบ ไม่รู้เห็นการเบิกรับ และจ่าย และไม่ได้ถือสมุดบัญชีเอาไว้หรือมีการรายงานให้ชัดว่ามีการดำเนินการอย่างไร และมีการลงบันทึกข้อความจากการสอบสวนไว้แล้วอย่างชัดเจนด้วย ขณะนี้ทราบว่ามีกลุ่มบุคคลภายนอกพยายามจะเอาข้อมูลจากการประชุมทั้งภายใน และภายนอกของโรงเรียนบ้าง จากการบอกเล่าปากต่อปากบ้าง ออกไปโจมตีในโลกโซเชียลซึ่งสร้างความเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้หากเข้าข่ายผิดกฎหมายก็จะขอดำเนินคดีด้วยอีกกรณี

นายศุภภัทร์พจน์ กล่าวว่า เบื้องต้นพบความเชื่อมโยง นั่นคือกลุ่มผู้บริหารเดิม ซึ่งมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหารบางคนใน  สปพ. นครปฐมเขต 1 ด้วย เรื่องนี้ตนจะตรวจสอบไปจนสุดซอยเพราะที่ผ่านมาได้เห็นมีการร้องเรียน และใช้สื่อโซเชียลบั่นทอนจิตใจ และความรู้สึกของคณะครูผู้ทำงาน ซึ่งปัญหาภายในโรงเรียนนั้นตนเห็นแล้วว่ามีกี่คน เป็นใครบ้าง เรื่องนี้เราจะมาพิสูจน์กันเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน