พ่อ นศ.ปี 3 เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ลั่น “ให้ 5 ล้านก็ไม่คุ้ม”สูญเสียลูกอนาตตไกล ก่อนถึงปลายทางแค่3ป้าย

135

พ่อนักศึกษาปี 3 เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่น “ให้ 5 ล้านก็ไม่คุ้ม“ หลังลูกชายต้องมาเสียชีวิตกลางทางก่อนถึงตุดหมายเพียง 3 สถานี จี้รัฐยกระดับความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมตําหนิการรถไฟฯ หลังพบสารเสพติดในตัวคนขับ และยังไม่เคยติดต่อแสดงความเสียใจกับครอบครัว

นายสันติฯ พ่อของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุลูกชายกําลังเดินทางไปหาเพื่อนย่านแยกพัฒนาการ อีกเพียง 3 ป้ายก็จะถึงจุดหมายแต่กลับมาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน พร้อมมองว่า การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะควรเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด และไม่ควรเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้น เพราะลูกชายยังอายุน้อย มีอนาคตอีกไกล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับมาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง ไม่ใช่ “วัวหายล้อมคอก” เพราะหากไม่แก้ไขอย่างถาวร เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก

นอกจากนี้ยังมองว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของพนักงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบของทั้งองค์กร ทั้งการรถไฟฯ และ ขสมก. ที่ควรดูแลบุคลากรและระบบความปลอดภัยให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้พนักงานรับผิดเพียงลำพัง แล้วให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องกันเอง องค์กรควรออกมารับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย

ส่วนกรณีพบสารเสพติดในตัวคนขับรถไฟนั้น ยอมรับว่า เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ส่วนตัวอยากตำหนิทางการรถไฟฯ มาก เพราะหลังเกิดเหตุ มีเพียง ขสมก. ที่ติดต่อและแสดงความเสียใจ ขณะที่การรถไฟฯ ยังไม่เคยติดต่อมาเลยแม้แต่ครั้งเดียวทำให้รู้สึกเหมือนพยายามลอยตัวและยังพบว่าพนักงานขับรถไฟเสพสารเสพติดอีก จึงมองว่าระบบตรวจสอบพนักงานควรเข้มงวดกว่านี้ไม่ใช่มาอ้างว่ารถเมล์จอดค่อมรางรถไฟอย่างเดียวก็ไม่ถูก

พ่อของผู้เสียชีวิต ยังบอกด้วยว่า ลูกชายกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 ใกล้จะเรียนจบแล้ว ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้ไม่คุ้มค่าเพราะลูกชายยังมีอนาคตอีกไกล “ถ้าโอนเงินมาให้ผม 5 ล้านแล้วฆ่าลูกของผมก็ไม่เอา”

โดยบทสนทนาครั้งสุดท้าย ลูกบอกเพียงว่าจะออกไปหาเพื่อน ก่อนจะมาเกิดเหตุสลด ทั้งนี้ครอบครัวต้องการรับร่างกลับไปบำเพ็ญกุศลให้เร็วที่สุด หากไม่มีขั้นตอนใดติดขัด ก็อยากนำร่างกลับได้ภายในวันนี้