รอง ผบช.น.ลงพื้นที่จุดตัดแยกอโศก–ดินแดง ถอดบทเรียนรถไฟชนรถเมล์ สั่งเข้มวินัยจราจร

141

รอง ผบช.น. ลงพื้นที่จุดตัดรางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง ถอดบทเรียนแก้ปัญหาจราจร–เพิ่มมาตรการความปลอดภัย เน้นบังคับใช้กฎหมาย ยอมรับยังพบประชาชนฝ่าฝืนหยุดรถทับเส้นเหลือง

วันนี้ (19 พ.ค.) เมื่อเวลา 07.30 น. ที่บริเวณถนนกำแพงเพชร 7 จุดเกิดเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) สาย 206 พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการจราจรบริเวณจุดเกิดเหตุ

พล.ต.ต.ธวัช เปิดเผยว่า จุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น เนื่องจากเป็นจุดตัดของถนนรัชดาภิเษก ถนนเพชรบุรี และถนนอโศก ซึ่งมีปริมาณรถจำนวนมากอยู่แล้ว สภาพการจราจรจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยของปัญหา โดยจากนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้กำชับให้ตรวจสอบและเพิ่มมาตรการความปลอดภัยบริเวณทางข้ามทั้งหมด ซึ่งในพื้นที่นครบาลมีทางข้ามรวม 53 จุด ขณะนี้ได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการรถไฟ และกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดมาตรการร่วมกัน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนให้หยุดรถก่อนเส้นเหลือง เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ จะใช้แนวทางถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยในส่วนของตำรวจจะเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น เมื่อวานที่ผ่านมา กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 มีการจับกุมผู้กระทำผิด 22 ราย และเปรียบเทียบปรับแล้ว 16 ราย ซึ่งเป็นเพียงพื้นที่รับผิดชอบของกองบังคับการเดียวเท่านั้น หลังจากนี้ทุกหน่วยจราจรในพื้นที่จะต้องเข้มงวดกวดขัน และรายงานผลทุกวัน โดยเฉพาะกรณีหยุดรถทับเส้นเหลือง และไม่หยุดรถในระยะ 5 เมตรก่อนทางข้าม

พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า ต้องการสร้างวินัยจราจรให้กับประชาชน ไม่ใช่เฉพาะทางข้ามรถไฟ แต่รวมถึงทางม้าลายและพื้นที่สัญจรของคนเดินเท้าทั้งหมด เพื่อให้เกิดความปลอดภัย พร้อมย้ำว่าตำรวจมีการกวดขันการกระทำผิดจราจรในทุกมิติ ทั้งจอดรถในที่ห้ามจอด ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกกันน็อก และการฝ่าฝืนกฎจราจรอื่น ๆ แม้จะมีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบว่าประชาชนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือและยังฝ่าฝืนกฎหมาย

เมื่อถามว่าอาจมีการปรับแก้กฎหมายหรือเพิ่มอัตราโทษ เพื่อสร้างวินัยจราจรหรือไม่ พล.ต.ต.ธวัช ระบุว่า จากการศึกษาดูงานในต่างประเทศ จะเห็นได้ว่าหลายประเทศมีระเบียบวินัยด้านการจราจรที่ดี เพราะทุกคนตระหนักว่าการจราจรเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงเรื่องค่าปรับเพียงอย่างเดียว ส่วนการเพิ่มอัตราโทษหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงต้องพิจารณาว่ามาตรการเดิมได้ผลมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่าการกระทำผิดมีผลกระทบ และไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเข้ามาดูแลบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นพิเศษ โดยประสานกับนายสถานีรถไฟ เพื่อติดตามช่วงเวลาที่รถไฟจะผ่าน และเข้าช่วยอำนวยความสะดวก รวมถึงป้องกันรถที่ฝ่าฝืนสัญญาณบริเวณทางข้าม เพื่อดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนในทุกมิติ

เมื่อถามว่าสัญญาณไฟจราจรที่ไม่สอดคล้องกับสัญญาณเตือนของรถไฟจะแก้ปัญหานี้อย่างไร พล.ต.ต.ธวัช ระบุว่าได้มอบหมายให้รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ไปตรวจสอบว่าระบบสัญญาณไฟจราจรในพื้นที่มีความสอดคล้องกับสัญญาณรถไฟหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีสัญญาณเตือน แต่ยังพบว่าประชาชนบางส่วนยังคงฝ่าฝืน ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ต้องดำเนินการแก้ไขต่อไป

พล.ต.ต.ธวัช กล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายจราจรถูกบัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน หากทุกคนช่วยกันรักษาวินัยจราจร ก็จะช่วยลดความสูญเสียได้ พร้อมยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าในตอนนี้ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด และระบบตรวจจับต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมลักษณะนี้ซ้ำอีก ไม่ว่าจะในกรุงเทพมหานครหรือในต่างจังหวัด