“เสรีพิศุทธ์”จุดพลุเขากระโดง จ่อยื่นศาล รธน.ฟัน”หนู-ไชยชนก”วัดใจล่ารายชื่อ สส.ฝ่ายค้าน”ร่วมหรือเมิน

356

 คดีรุกเขากระโดง พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จว.บุรีรัมย์  คาราคาซังมาอย่างยาวนาน เพราะผู้เกี่ยวข้องเป็นบุคคลมีชื่อเสียง มากบารมี ไม่ว่าจะเป็นนายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.บุรีรัมย์ และนักการเมืองท้องถิ่นบุรีรัมย์ เป็นต้น กลับมาอยู่ในเกมการเมืองอีกคำรบหนึ่ง

เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เตรียมล่ารายชื่อ สส. ยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ของนายอนุทินและนายไชยชนก ประพฤติผิดคุณธรรมและจริยธรรม ไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ใช้คดีบุกรุกยึดครองเขากระโดง เป็นไม้เด็ด เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของหลวง ทั้งศาลฎีกาและศาลปกครอง มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่าผู้บุกรุกต้องรื้อถอนแล้วคืนที่ดินให้กับการรถไฟฯซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มั่นอกมั่นใจว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่ดิ้นไม่หลุด โดยนำแผนที่แสดงเขตที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดง ออกมาโชว์พร้อมหนังสือกรมที่ดินลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2498 แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน แจ้งว่าโฉนดที่ดิน 5,083 ไร่ 80 ตารางวาได้มาโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นของการรถไฟฯ ชัดเจนว่ากรมที่ดินรับรอง แต่ปัจจุบันเข้าไปรุกล้ำ ศาลปกครองมีคำสั่งให้รื้อถอนแล้ว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แสดงเอกสารบันทึกข้อตกลงระหว่างนายชัย ชิดชอบ พ่อนายเนวิน ปู่นายไชยชนก กับนายยุค จีระพันธ์ ทำโรงโม่หินและที่ดินการรถไฟฯ นายชัยรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของนายุค มีการฟ้องศาล ทางศาลเรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจากัน สรุปนายชัยยอมรับผิด ว่าเข้าขุดระเบิดหินในที่ดินของนายยุค และชดใช้เงินให้ นายยุคจึงยอมให้ใช้ที่ต่อ โดยขอการรถไฟฯอาศัยอยู่ สรุปคดีนี้คือศาลฎีกาและศาลปกครองได้ชี้ไว้หมดแล้ว

    “พรรคภูมิใจไทย เมื่อจะร่วมรัฐบาลต้องการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนำเงินงบประมาณไปสนับสนุนการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ ต้องการกระทรวงคมนาคม เพราะคุมการรถไฟฯจะได้ไม่ต้องฟ้อง และกระทรวงมหาดไทย เพราะคุมกรมที่ดิน พฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ นอกจากจะเป็นความผิดทางจริยธรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเป็นการกระทำฝ่าฝืนจริยธรรมตามมาตรา 160 (4)(5)แล้วคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคแรก(4)ประกอบวรรค 3 ”พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุ

   ขณะเดียวกันหลายภาคส่วนได้นำคำพิพากษาศาลฎีกา ทำกราฟฟิกดีไซน์ สรุปไว้ 2 ประเด็น 1.ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ไม่ได้ระบุหรือจำกัดอำนาจให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดได้เฉพาะที่มีคำพิพากษาศาลถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่ถ้าความปรากฏแก่กรมที่ดินว่า มีการออกโฉนดหรือหนังสือแสดงสิทธิฯไม่ถูกต้อง สามารถเพิกถอนได้เลย และ ประเด็นที่ 2 ไม่มีความจำเป็นต้องการรถไฟฯไปฟ้องรายแปลง เหตุผล:คำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ชี้ชัดรับรองการเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง ว่าเป็นของการรถไฟฯไว้หมดแล้ว สรุปคือเพิกถอนได้ทันทีไม่ต้องไปฟ้องรายแปลงอีก

     ในยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีนายภูมิธรรม เวชยชัย นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้กรมที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ชาวบ้านค่อนประเทศเชียร์กระหึ่ม แต่จบลงแบบไร้คำตอบเมื่อรัฐบาลน.ส.แพทองธาร พ่ายเกมการเมืองให้กลุ่มผู้กุมอำนาจ

เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จุดพลุขึ้นมาบวกกับเครดิตความเป็นวีรบุรุษนาแก ภาพนายตำรวจที่ตรงไปตรงมา ชาวบ้านย่อมจะส่งเสียงเชียร์ เพราะศึกครั้งนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มุ่งมั่นให้กฎหมายบ้านเมืองคงความขลัง ถึงกับเปรียบเปรยว่าตำรวจจราจรรีดไถ 100 บาทยังติดคุก แต่นี้คือการยึดที่ดินหลวงมาเป็นของตัวเองตั้งแต่รุ่นพ่อจนถึงปัจจุบัน จำเป็นต้องดำเนินการให้ชัดเจน”

หากมองถึงหลักฐานต่างๆ ทั้งแผนที่ คำพิพากษาศาลฎีกา และศาลปกครอง รวมถึงการขยับให้อธิบดีกรมที่ดิน ในยุครัฐบาลแพทองธาร จัดการปมที่ดินเขากระโดง อนุมานได้ว่าผิดกฎหมายแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้คำพิพากษาศาลศักดิ์สิทธิ์ และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ การขยับของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยปมจริยธรรม ของนายอนุทินและนายไชยชนก ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากส.ส.อย่างน้อย 50 คนลงชื่อ

จึงขอตั้งคำภามไปยังส.ส.ฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ว่าควรลงชื่อสนับสนุน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หรือไม่ ถ้าตอบว่าไม่ขอร่วมสังฆกรรม ขอให้ สส.ทั้งสองพรรคเลิกพูดว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รับใช้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้เลยเพราะมันคือการผายลมทางปาก !!!