“ผู้ประกอบการทัวร์ยักษ์ใหญ่” สะท้อนความอัดอั้น! ซัดหน่วยงานรัฐปล่อยช่องโหว่ “นอมินี-ไกด์ผี” เรื้อรังมานาน แถมระบบราชการเต็มไปด้วยกำแพงผลประโยชน์ เข้าพบผู้ใหญ่ยาก ต้องมี “ของฝาก-จัดทริปดูงาน” ถึงได้คุย ขณะที่เจ้าหน้าที่บางพื้นที่ถูกครหาหากินกับช่องว่างข้อกฎหมาย เรียกรับรายเดือน แลกไม่ตรวจสอบ ซ้ำเติมธุรกิจท่องเที่ยวไทยแข่งจีน-เวียดนามไม่ได้ ทั้งที่ บริษัทท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องแบกเศรษฐกิจประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่รัฐบาลทุกยุคต่างยก “การท่องเที่ยว” เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนประเทศ แต่เบื้องหลังตัวเลขนักท่องเที่ยวหลายสิบล้านคนต่อปี กลับเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เริ่มตั้งคำถามอย่างหนักต่อบทบาทของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะประเด็น “บริษัทนอมินี” การตรวจสอบภาษี และปัญหา “ไกด์ผี” ที่ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี แต่ยังไร้ทางออกอย่างจริงจัง
ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวรายใหญ่รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่ใช้โครงสร้างถือหุ้นอำพราง หรือที่เรียกว่า “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่กลับแทบไม่เห็นการตรวจสอบเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือหน่วยงานด้านภาษี คำถามสำคัญคือ รัฐตรวจสอบละเอียดเพียงพอหรือไม่ว่า บริษัทเหล่านี้มีคนไทยถือหุ้นแทนจริงหรือไม่? มีการเสียภาษีถูกต้องครบถ้วนหรือเปล่า? หรือสุดท้ายปล่อยให้เงินมหาศาลไหลออกนอกประเทศ โดยรัฐได้เพียงเศษภาษีที่ไม่สอดคล้องกับรายได้จริง
แหล่งข่าวในวงการท่องเที่ยวระบุว่า ธุรกิจนำเที่ยวขนาดใหญ่บางแห่ง สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศปีละ “หลายหมื่นล้านบาท” ถือเป็นหนึ่งในรายได้หลักของเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่ภาคเอกชนได้รับกลับไม่ใช่การสนับสนุน หากเป็น “ภาระ” และ “แรงกดดัน” จากระบบราชการ
ปม “ไกด์ผี” ช่องว่างกฎหมายเก่า ที่เอกชนบอกว่า “รัฐไม่เคยมองความจริง”อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาวิพากษ์อย่างหนัก คือเรื่อง “ไกด์ผี” ซึ่งกฎหมายไทยกำหนดชัดว่า คนต่างชาติห้ามประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับมองว่า กฎหมายดังกล่าวไม่สอดคล้องกับความจริงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกยุคใหม่
เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลายชาติ โดยเฉพาะตลาดจีน รัสเซีย อินเดีย หรือยุโรปตะวันออก ต้องการผู้สื่อสารที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเชิงลึก ขณะที่มัคคุเทศก์ไทยที่มีคุณภาพสูงและใช้ภาษาระดับมืออาชีพได้จริง มีจำนวนจำกัด และค่าตัวสูงมาก
ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัททัวร์ต้องแบกรับต้นทุน “สองต่อ” คือจ้างไกด์ไทยถูกต้องตามกฎหมาย 1 คน ขณะเดียวกันก็ต้องมีชาวต่างชาติทำหน้าที่ “ล่าม” หรือ “ผู้ประสานงาน” คอยสื่อสารกับลูกทัวร์อีกทอดหนึ่ง
แต่ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่บางพื้นที่กลับตีความว่า ล่ามหรือผู้ประสานงานเหล่านั้น “ทำหน้าที่ไกด์” ก่อนเข้าจับกุมดำเนินคดี แม้บุคคลดังกล่าวจะถือวีซ่าถูกต้องในฐานะล่ามหรือผู้ประสานงานก็ตาม
ผู้ประกอบการหลายรายมองว่า นี่คือ “ช่องว่างของกฎหมายเก่า” ที่รัฐยังไม่เคยปรับให้สอดคล้องกับโลกการท่องเที่ยวจริง
“จีน-เวียดนาม” ทำไมเอกชนอยากหนีไปลงทุน? เสียงบ่นที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จากนักลงทุนต่างชาติ คือ ประเทศคู่แข่งอย่าง จีน และ เวียดนาม มีระบบสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวที่ชัดเจนกว่าไทยอย่างมาก ผู้ประกอบการบางรายระบุว่า หากเป็นในจีนหรือเวียดนาม นักลงทุนรายใหญ่สามารถเข้าหารือกับหน่วยงานรัฐหรือรัฐมนตรีได้โดยตรง เพื่อเสนอปัญหาและขอคำแนะนำในการลงทุน แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย กลับเต็มไปด้วย “กำแพงราชการ”
มีการกล่าวอ้างว่า แม้แต่การขอเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว บางครั้งยังต้องมี “ของฝาก” หรือ “การดูแลหน้าห้อง” เพื่อให้เรื่องเดินได้เร็วขึ้น หนักไปกว่านั้น ยังมีเสียงสะท้อนว่า เจ้าหน้าที่บางระดับถูกกล่าวหาว่า ขอให้เอกชน “สนับสนุนทริปดูงานต่างประเทศ” ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด จนกลายเป็นภาระเงียบที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงอย่างเปิดเผย
ส่วยท่องเที่ยว… เรื่องจริงที่ไม่มีใครกล้าพูด?
ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง ยังมีข้อครหาต่อเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มว่า ใช้ “ช่องกฎหมาย” เป็นเครื่องมือกดดันผู้ประกอบการ หากรายใดไม่ยอม “ดูแลรายเดือน” ก็อาจถูกตรวจสอบซ้ำ ถูกจับผิด หรือถูกหยิบข้อกฎหมายมาเล่นงานจนธุรกิจเดินต่อได้ยาก แม้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเสียงสะท้อนที่ผู้ประกอบการในพื้นที่พูดกันอย่างเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็น “ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดบนเวที” ถึงเวลารัฐบาล “ผ่าตัดระบบท่องเที่ยว” หรือยัง? วันนี้คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ไทยจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกกี่ล้านคน แต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยยังเป็น “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน” หรือไม่.?
เพราะหากระบบราชการยังเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ การบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน และการไม่ปรับกฎหมายให้ทันโลกความจริง สุดท้ายผู้ประกอบการรายใหญ่ก็อาจเลือกย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศที่ “สนับสนุน” มากกว่า “ซ้ำเติม” และวันนั้น… เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ชื่อว่า “การท่องเที่ยวไทย” อาจไม่ได้ดับเพราะนักท่องเที่ยวหาย แต่ดับเพราะรัฐปล่อยให้ระบบภายในกัดกินตัวเอง
#ทีมข่าวเฉพาะกิจ
#สำนักข่าวไทยแทบลอยด์
#สื่อที่ยึดถือรรยาบรรณครบถ้วน

