พล.อ.กฤษณะ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตอาจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญ ออกบทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า “การยกเลิกฝ่ายเดียว” อาจไม่ได้หมายความว่า MOU 44

เปิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ฝ่ายเดียว “ยกเลิกได้จริงหรือไม่” นักกฎหมายเตือน หากไม่เข้าเงื่อนไข สนธิสัญญายังมีผลผูกพัน
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและความมั่นคงทันที หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ “ยกเลิก MOU 44” หรือ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล” ซึ่งเป็นข้อตกลงสำคัญที่ผูกพันต่อการเจรจาเขตแดนและทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทยมานานหลายสิบปี ท่ามกลางเสียงสนับสนุนจากฝ่ายชาตินิยม และเสียงกังวลจากนักกฎหมายระหว่างประเทศ
ล่าสุด “พล.อ.กฤษณะ บวรัตนรักษ์” อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตอาจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญ ออกบทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า “การยกเลิกฝ่ายเดียว” อาจไม่ได้หมายความว่า MOU 44 สิ้นผลในทางกฎหมายทันที หากยังไม่เข้าเงื่อนไขตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ.1969 ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา
ปมใหญ่ “ยกเลิกได้” แต่ไม่ใช่ “อยากยกก็ยก”บทวิเคราะห์ระบุว่า การที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้ยกเลิก MOU 44 นั้น เป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องเสนอรัฐสภา แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า “การยกเลิกจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่”
โดยหลักของอนุสัญญากรุงเวียนนา การยุติหรือระงับสนธิสัญญาจะต้องเข้าเงื่อนไขสำคัญ เช่น ทุกฝ่ายยินยอมร่วมกัน,อีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง,ไม่สามารถปฏิบัติตามได้จริง,สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ,หรือขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศใหม่ที่เป็น “Jus Cogens”
หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว แม้ฝ่ายหนึ่งจะประกาศ “ยกเลิกฝ่ายเดียว” สนธิสัญญาหรือ MOU ก็อาจยังถือว่ามีผลผูกพันอยู่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ เกมอำนาจเหนือ “พื้นที่ทับซ้อน” มูลค่ามหาศาล MOU 44 ถือเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้เป็นกรอบเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในอ่าวไทย ซึ่งเชื่อกันว่ามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและทรัพยากรพลังงานมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่ใต้ทะเล
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อตกลงฉบับนี้ถูกหยิบขึ้นมาเป็น “ระเบิดการเมือง” หลายครั้ง โดยฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจกระทบอธิปไตยไทย ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันว่าเป็นเพียงกลไกเจรจาร่วมเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างประเทศ การที่รัฐบาลเดินหน้าประกาศยกเลิกในช่วงเวลาที่กระแสชาตินิยมกำลังร้อนแรง จึงถูกจับตาว่าเป็นทั้ง “สัญญาณทางการเมือง” และ “หมากต่อรองทางการทูต”
นักกฎหมายเตือน “Political Will” ไม่เท่ากับผลทางกฎหมาย ในเอกสารวิเคราะห์ยังตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า มติ ครม.อาจเป็นเพียง “Political Will” หรือการแสดงเจตจำนงทางการเมือง มากกว่าจะทำให้ MOU 44 สิ้นผลโดยอัตโนมัติ เนื่องจากตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หากต้องการยุติข้อตกลงจริง จำเป็นต้องแจ้งอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ และอาจต้องมีระยะเวลาล่วงหน้าตามเงื่อนไขของข้อตกลงเดิม ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาถึง 12 เดือน
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนระหว่างประเทศแล้วหรือยัง หรือการประกาศดังกล่าวเป็นเพียงการ “ส่งสัญญาณทางการเมือง” ต่อกระแสสังคมภายในประเทศ
จับตา “แรงกระเพื่อม” ไทย-กัมพูชา นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่า หากการยกเลิก MOU 44 ดำเนินไปโดยไม่มีการเจรจารองรับ อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในระยะยาว ทั้งในมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และความร่วมมือชายแดน ขณะเดียวกัน หากเกิดข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างประเทศ ไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากเวทีระหว่างประเทศได้เช่นกัน
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลต้องการยกเลิกหรือไม่” แต่คือ “โลกกฎหมายระหว่างประเทศยอมรับการยกเลิกนั้นหรือเปล่า” เพราะในสนามการเมือง “คำประกาศ” อาจสร้างเสียงปรบมือได้ทันทีแต่ในสนามกฎหมายระหว่างประเทศ ทุกถ้อยคำล้วนมี “ผลผูกพัน” และ “ราคาที่ต้องจ่าย” ตามมาเสมอ

