หน้าแรกการเมือง"อภิสิทธิ์" เตือนวิกฤต หลังรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้าน สร้างความเสี่ยงเศรษฐกิจไม่มั่นคง โตบนฟองสบู่ กดดันเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะชนเพดาน

“อภิสิทธิ์” เตือนวิกฤต หลังรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้าน สร้างความเสี่ยงเศรษฐกิจไม่มั่นคง โตบนฟองสบู่ กดดันเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะชนเพดาน

“อภิสิทธิ์” เตือนวิกฤต หลังรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้าน สร้างความเสี่ยงเศรษฐกิจไม่มั่นคง โตบนฟองสบู่ กดดันเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะชนเพดาน โต้วาทกรรมคนอื่นก็เคยกู้ ยกจีดีพีปัจจุบันโต 1.5% ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นบวก ต่างจากวิกฤตในอดีตที่เศรษฐกิจติดลบ แนะ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอย ลดค่าการกลั่น โอนงบค้างท่อ หนุนไบโอดีเซล แทนฉวยโอกาสจากวิกฤต ออกมาตรการหาเสียง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว เตือนวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นหลังการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ปัญหาการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อมูลที่แตกต่างกันจากหลายฝ่าย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรก ๆ นับตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีการกู้เงินในลักษณะนี้ที่ได้ท้วงติงแนวคิดนี้ตั้งแต่ต้น และได้พยายามใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการตั้งกระทู้ถาม

จากนั้นเมื่อมีการตราพระราชกำหนดขึ้น ฝ่ายค้านก็ได้มีการตั้งกระทู้ถามเพิ่มเติม และได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการตามพระราชกำหนดชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงภาวะเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหาและแนวความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ว่าเหตุใดจึงได้เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนดและเชื่อว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้ในการคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยที่ผ่านมาการชี้แจงของรัฐบาลมีความสับสนในตัวเองหลายเรื่อง หลายครั้งเป็นเพียงการใช้วาทกรรมง่าย ๆ เพื่อชวนให้ประชาชนคล้อยตามในทำนองว่าคนอื่นก็เคยกู้ หรือคนที่ยื่นศาลก็เคยกู้ จึงอยากทำความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลักคือ 1.การกู้ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างไร 2.กู้แล้วเศรษฐกิจมั่นคงไหม และ 3.ถ้าไม่กู้ควรทำอะไร ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นคนละประเด็นกับความมั่นคง บางครั้งเศรษฐกิจเติบโตดี แต่เป็นการเติบโตบนความไม่มั่นคง ยกตัวอย่างกรณีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และสถานการณ์จากโควิด-19 ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน GDP เติบโต 1.5% ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเดือน มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดสงคราม 1 เดือน ตัวเลขภาคการส่งออกเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 19.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 7.2% การกู้เงินในครั้งนี้จึงต่างจาก ก่อนหน้านี้ที่ต้องการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลต้องเคารพกฎหมายวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด ซึ่งหากรัฐบาลยังยืนยันที่จะใช้กลไกนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะทำการตรวจสอบต่อเนื่อง วันนี้ไม่อยากได้ยินอีกแล้วกับคำว่า “คนอื่นก็เคยทำ”

ทั้งนี้ จากการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อสภาผู้แทนราษฎร การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน จึงมีความเป็นห่วงว่า จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน ซึ่งหากวิกฤตยืดเยื้อรัฐบาลจะทำอย่างไร การใช้เงินหมดภายใน 4 เดือนถือว่ามีความเสี่ยง หากเกิดวิกฤต ซ้ำซ้อน ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น เป็นการเติบโตบนฟองสบู่

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยหรือลดค่าการกลั่น โอนงบประมาณค้างท่อ และสนับสนุนไบโอดีเซล บี 20 และบี 50 โดยรัฐบาลต้องทบทวนว่า มาตรการนี้เป็นการฉวยโอกาสจากวิกฤตเพื่อออกมาตรการหาเสียงหรือไม่

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img