“นายกฯ-รมว.สธ.” ห่วงปัญหาโรงพยาบาลชายแดน จ.ตาก มอบ ปลัด สธ. ลงพื้นที่ เร่งแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน

95

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผย นายกรัฐมนตรีห่วงใยการดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก สั่งเร่งแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน มอบปลัดกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม วางแนวทางพัฒนาระบบไฟฟ้าและ IT ช่วยลดภาระงาน เสริมประสิทธิภาพการเคลมและการจัดเก็บ แยกบัญชีค่าใช้จ่าย พร้อมสนับสนุนงบช่วยเหลือระยะสั้น 50 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนสาธารณสุขชายแดนโดยขอรับการสนับสนุนจากนานาชาติ และร่วมมือกับฝ่ายปกครองคัดกรองและจัดระเบียบการข้ามฝั่งเข้ารับการรักษา

วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) ที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.เลิศชาย เลิศวุฒิ รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 และคณะผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในพื้นที่ จ.ตาก เข้าร่วมประชุม

นายพัฒนา กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยสถานการณ์การดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก และสั่งการให้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน โดยกระทรวงสาธารณสุขวางได้แนวทางการดำเนินงาน เน้นให้บริหารจัดการการควบคุมโรคระบาดตามแนวชายแดนให้มีประสิทธิภาพ บริหารกำลังคนให้เหมาะสมกับภาระงานและพื้นที่ โดยจะสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณสำหรับผู้มีสิทธิ์รักษาพยาบาล และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำภารกิจของโรงพยาบาลชายแดน ตลอดจนขอรับการสนับสนุนทุนจากต่างประเทศ กรณีผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์การรักษา

ด้าน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานสาธารณสุขและการจัดบริการสุขภาพกลุ่มประชากรต่างชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ทั้งที่ อ.แม่สอด อ.พบพระ และในวันนี้ที่ อ.อุ้มผาง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร เส้นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว เดินทางลำบาก โดยใช้เวลาเดินทางไปยัง รพ.แม่สอดถึง 3 ชั่่วโมง 30 นาที พบว่า บุคลากรมีความตั้งใจและทุ่มเทในการทำงานอย่างมาก สามารถบริหารจัดการทั้งด้านสุขาภิบาลและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี เบื้องต้นได้มอบหมายให้รักษาการผู้ตรวจราชการฯ ติดตามการพัฒนาอย่างใกล้ชิดใน 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ระบบไฟฟ้าและ IT โดยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ พัฒนาระบบสารสนเทศ ให้สามารถเคลมเงินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2.การปฏิรูปการเงินการคลัง โดยแยกบัญชีค่าใช้จ่ายระหว่างคนไทยและต่างด้าวให้ชัดเจน รวมถึงงานส่งเสริมป้องกันโรคในระดับ รพ.สต. เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจในการให้บริการคนไทย 3.การตั้งงบช่วยเหลือจากส่วนกลางร่วมกับเขตราชการ จำนวน 50 ล้านบาท และจัดตั้งกองทุนสาธารณสุขชายแดน เพื่อรับการช่วยเหลือจากนานาชาติต่อไป และ 4.ร่วมมือกับฝ่ายปกครองและฝ่ายกฎหมายในการจัดระเบียบการข้ามฝั่งมารับการรักษา รวมทั้งช่วยคัดกรองกลุ่มต่างด้าวที่มีกำลังจ่าย เพื่อจัดเก็บค่าบริการตามจริง