รัฐบาล “หนู” “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” บริหารบ้านเมือง ได้ไม่นาน เจอกับมรสุมรอบด้าน กระหน่ำทุกวัน ตั้งแต่เริ่มคือ “ความไม่เชื่อมั่นในผลการเลือกตั้ง”

นับตั้งแต่เจอวิกฤตน้ำมัน ที่ทำให้คนมาด่ากันทั้งประเทศ นายกฯที่สุดรวยมีปัญญาออกรถอีวี เพื่อรณรงค์ให้คนมาใช้รถไฟฟ้า แต่ประชาชนไม่มีจะกินอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในสมการ แล้วพอ”วิกฤตน้ำมัน”ที่กระทบความเชื่อมั่น ก็โดมิโน่สู่วิกฤตเศรษฐกิจคือถาโถมอย่างหนัก ขณะที่รัฐมนตรีพาณิชย์ที่ต้องทำหน้าที่เหมือน “คุมการค้าขาย” อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธ์ ที่รีบออกตัวไปตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า “เธอไม่ใช่นักการเมือง” แต่กลับถูกมรสุมรุมถล่ม จากการแสดงออกและการตอบคำถามแต่ละครั้งที่เหมือน “เปิดลานรถทัวร์” ให้คนมากระหน่ำฟาดใส่ไม่ยั้งเสมอ เธอต้องเจอกับมรสุม จากบรรดา “ปัญหาของราคาผลไม้” ที่เป็นปัจจัยเร่งให้รถทัวร์มาแวะจอดทุกสัปดาห์!
จุดเริ่มต้นน่าจะมาตั้งแต่การพูดถึง “ล้งกลาง” ไล่ล้งไปให้หมดบอกจะจัดการเอง “เรื่องมะพร้าว” คือการมีแนวคิดการสร้างจุดรวบรวมและกระจายสินค้าเกษตร (โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม) ที่บริหารโดยกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกแทน “ล้งจีน” ที่รับซื้อผ่านนอมินีและกดราคาสูง พูดไว้ตอนนั้น(ผ่านมาเดือนกว่า) ศุภจีบอกทำนองว่า “ให้ไปเลย” พวกล้งทั้งหลาย เดี๋ยวรัฐบาลจะทำเอง ในแง่หนึ่งดูเหมือนความแข็งกร้าว เอาจริง แต่อีกด้านหนึ่งมาถึงวันนี้มีแต่คำถามเต็มไปด้วยคำถามว่า “วันนี้ทำอะไรอยู่+ไปถึงไหนแล้ว” ยังไม่วาย ตอนที่ชาวบ้านมีปัญหาราคาน้ำมัน และข้าวของแพง เราไม่ทราบว่ามาตรการของกระทรวงพาณิชย์ทำอะไรบ้าง ถามหาตัวรัฐมนตรีอยู่ช่วงนั้น ปรากฎว่า “รัฐมนตรีไปสวมวิก” เพื่อพบเจรจากับต่างประเทศในการค้า จนประเด็นเปลี่ยน คนไม่ได้สนใจเลยว่าได้เจรจาอะไร แต่ดันไปโฟกัสเรื่องวิกผมว่าทำไมต้องใส่ ก็ที่จะมาเฉลยว่าไม่มีเวลาทำผม ต้องปิดผมหงอก เลยใส่วิก คือจังหวะค่อนข้างนรก ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน แต่เธอดันมีภาพที่นำเสนอมาแบบนี้
ยังไม่นับเรื่อง “ปัญหาราคาปุ๋ยแพง”อันจะเป็นปัญหาต่อราคาอื่นๆ ตามมาทั้งหมด ศุภจีถูกวิจารณ์เรื่องการยืนยันว่ามีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอ ไปถึงเดือนสิงหาคม แต่โอละพ่อ! พูดได้ไม่กี่วันถูกแหกว่าเหลือไม่เท่าไหร่ไม่พอ จนทำให้เกิดปัญหาราคาปุ๋ย ก็พบว่ารัฐไม่สามารถคุมราคาปุ๋ยได้ แม้พยายายมว่างนโยบาย “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ก็หาซื้อไม่ได้จริงตามอ้าง อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกแหก คือแก้ของแพงด้วยรถพุ่มพวง ก็ถูกวิจารณ์เรื่องโครงการกระจายไม่ทั่วถึงจริง การลงทะเบียนล่าช้า สิทธิประโยชน์ที่เข้าใจยาก ยังมีปัญหามะม่วงล้นตลาดอีก
จนล่าสุดที่ดราม่าและคนด่ากันคิอนประเทศที่ทุกคนทราบดีคือ “ทุเรียน” ดราม่าเรื่องทุเรียนลูกละ 100 เป็นแผลใหญ่ในชีวิตทางการเมืองของศุภจี ก็ว่าได้ การไปสั่นระฆัง ทำคอนเท้นต์กับพิมรี่ พาย คำประกาศทุเรียนลูกละ 100 ทำให้ราคานี้กลายเป็น “ภาพจำ” ที่คนจะจำราคานี้เป็นจุดพูดถึงราคาทุเรียนไปอีกนาน ชาวสวนทุเรียนออกมาสะท้อนว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ” เพราะราคาทุเรียนกำลังขึ้นหลังสงกรานต์ทุกปี แต่ศุภจีออกมาทีเดียว คือพังทั้งระบบทันที!
เรียกว่า “พิษ” จาก ผักและผลไม้กำลังทำให้เธอผจญกับวิบากกรรมอย่างตั้งตัวไม่ทัน และเชื่อว่าเดี๋ยวจะมีอีกสารพัดผลผลิต ที่รอพาณิชย์ขาย หรือทำลายวงจรอยู่! แม้ว่าจะมีความตั้งใจ และท่องเป็นคาถาว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง แต่การไม่ยอมรับตรงไปตรงมาว่าตัวเองคือนักการเมือง แล้ว ทันทีที่เดินเข้าพรรคภูมิใจไทย ทันทีที่ใส่เสื้อกั๊กพรรค เธอต้องถูกวิจารณ์และถูกตั้งคำถามกับทุก “ความคิด” ทุกนโยบายที่ขับเคลื่อนมา เพราะว่าเธอคือคนสาธารณะที่เดินหาเสียงไปสัญญากับชาวบ้าน ไปรับปากแม่ค้า มีสัญญาประชาคมต่อประชาชนหลายพันคนทุกเวทีทั่วประเทศ เธอไปในฐานะนักการเมือง ดังนั้น “รัฐบาลของหนู” ต้องเจอทั้ง แมวตามล่า เจอบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรด รุมเมื่อพลาดท่า จากภาพของ “ซูปเปอร์จี” ที่มีคนยกย่องว่ามากู้รัฐบาลหนู เมื่อเจอกับเสือ กระทิง ควาย นก ทั้งในพรรคและนอกพรรค ก็อาจจะ “พัง” กันทั้งหมด
จาก “วิมานสีน้ำเงิน” กลิ่นชัยชนะอันหอมหวาน ผันมาสู่”วิมานหนาม”อย่างรวดเร็ว หนักหน่วงกว่าคนอื่น ก็คือ ศุภจี ที่เจอ”หนามทุเรียน”ตำ จนแผลอักเสบ นายกฯอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าที่ผ่านมาได้ทำให้ภาพของศุภจี พลัส เกินตัวอยู่เช่นกัน เมื่อเผชิญปัญหาปุ๋ย มะพร้าว ปาล์ม มะม่วง ทุเรียน ก็เกิดสภาพ”พัง”อย่างที่เห็น และนิทานทั้งหมดนี้สอนให้รู้ว่า จากนี้ไปถ้าทำงานไม่เป็น จะพังทั้งรัฐบาลแน่นอน!!


