“ทวี” ชี้ รัฐบาล กู้รวม 1.26 ล้านล้าน สร้างวิกฤติหนี้สาธารณะ ทำนายทุนรวยกระจุก ประชาชนทุกข์กระจาย

438

กรุงเทพฯ, 7 พฤษภาคม – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ว่า ท่ามกลางวิกฤตทางการคลังที่หนักหน่วง รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินมหาศาลผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือการออก พ.ร.ก. กู้เงินฉบับใหม่วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลเรื่องช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท กับสนับสนุนใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 อีก 860,000 ล้านบาท ทำให้ยอดการก่อหนี้ในปีเดียวสูงถึง 1,260,000 ล้านบาท

หากพิจารณาจากข้อมูล หนี้สาธารณะ ณ วันสิ้นปีงบประมาณ 2568 คือวันที่ 30 กันยายน 2568 มีหนี้สาธารณะคงค้างรวมอยู่ที่ 12,226,290.33 ล้านบาท ล่าสุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 12,681,203.98 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อกู้เพิ่มครบจำนวนจะส่งผลให้หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ( 30 กันยายน 2569) พุ่งสูงถึงประมาณ 13,486,290.33 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 68.97% ของ GDP (คาดการณ์ GDP ที่ 19.5 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อ GDP

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การออกพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรีเห็นว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” เมื่อ ครม. ประกาศใช้ พ.ร.ก.แล้วต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยเร็วต่อไป อย่างไรก็ดี หนี้สาธารณะถือเป็นความกังวล และความทุกข์ของคนไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2.95 ต่อปี

หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลรายงานผลการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ของปี 2567 ซึ่งเป็นข้อมูล “ผลที่เกิดขึ้นจริงหลังสิ้นปีงบประมาณ” ไม่ใช่เพียง “กรอบอนุมัติหรือแผนการกู้” จะขอชี้ให้เห็นวิกฤติหนี้สาธารณะ ดังนี้ 1. ใช้เงินกู้ที่ผิดที่ผิดทาง และกระจุกตัว การกู้เงินที่เกิดขึ้นทุกปีส่วนใหญ่เป็น “หนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ” ตามหลักการเงินกู้สาธารณะควรถูกจัดสรรเพื่อการลงทุนที่สร้างรายได้ใหม่ แต่ความเป็นจริงกลับไปใช้หนี้งบประมาณที่รัฐทำสัญญาผูกพันข้ามปี หรือสัมปทานให้เอกชนไม่กี่รายและพบการกระจุกตัวของงบประมาณอย่างรุนแรง

จากข้อมูลปี 2567 พบว่าเงินกู้เพื่อลงทุนกว่าร้อยละ 88 กระจุกตัวอยู่ในเพียง 2 กลุ่ม คือ ระบบราง/คมนาคม ร้อยละ 48.52 และพลังงาน/ไฟฟ้า ร้อยละ 39.40 ผลประโยชน์ไหลสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ถูกครอบครองโดยกลุ่มบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่มีงบประมาณผูกพันต่อเนื่อง จากการตรวจเรื่องการก่อสร้างคมนาคม ระบบราง และโลจิสติกส์ บริษัทที่ได้รับงานจากรัฐอันดับ 1 มูลค่ารวมกว่า 337,396 ล้านบาทเศษ อันดับ 2 มูลค่ารวมกว่า 315,016 ล้านบาทเศษ อันดับ 3 มูลค่ารวมกว่า 117,948 ล้านบาทเศษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เพราะมีเงินกู้จำนวนมากถูกใช้ในพื้นที่เมืองหลักหรือเขตเศรษฐกิจเดิม ขณะที่การลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก เช่น ระบบประปามีเพียงร้อยละ 2.7 และด้านที่อยู่อาศัยไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า 2. เกิดภาวะ “เสพติดหนี้” หนี้โตเร็วกว่าเศรษฐกิจ 2 เท่า โดยในช่วงปี 2566-2569 รัฐบาลมีการกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่กลับสร้างการเติบโตของ GDP ได้เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าหนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว และพบว่าหนี้ที่กู้มา นำไปชดเชยขาดดุลงบประมาณ ไม่ใช่การลงทุนที่ระบุโครงการได้โดยตรง ส่วนการกู้ของรัฐวิสาหกิจบางส่วนเป็นการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง รายได้ไม่พอรายจ่ายลักษณะพยุงฐานะรัฐวิสาหกิจมากกว่าสร้างสินทรัพย์ใหม่ทางเศรษฐกิจ โครงการและบริษัทรับงานส่วนใหญ่จะกระจุกตัวเฉพาะบริษัทใหญ่เดิมๆ ทั้งด้านคมนาคมและธุรกิจพลังงาน เงินกู้มักใช้ในพื้นที่เมืองหลัก พื้นที่เศรษฐกิจ หรือแนวทางที่รัฐลงทุนต่อเนื่องมาหลายปี เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก และแนวระบบรางหลักของประเทศ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า 3. ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเป็นรายจ่ายสูญเปล่าจากภาษีประชาชน จากการชี้แจงของผู้แทนกระทรวงการคลังต่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณเฉลี่ยดอกเบี้ยเงินกู้ 2.95% ต่อปี เช่น งบประมาณในปี 2567-2568 ต้องแบกภาระจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงถึง 210,595 ล้านบาท และ 241,379 ล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลนี้คือรายจ่ายสูญเปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดสวัสดิการ โรงเรียน หรือโรงพยาบาลใหม่ๆ แต่เป็นต้นทุนจากหนี้สะสมที่ถูกบริหารจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ประชาชาติ กล่าวว่า 4. ประสิทธิภาพต่ำเงินค้างท่อ โดยหน่วยรับงบประมาณไม่สามารถบริหารการใช้งบประมาณเงินกู้ตามระยะเวลาที่ของบประมาณปล่อยให้เงินค้างท่อแต่ดอกเบี้ยเดิน รายจ่ายลงทุนเบิกจ่ายได้จริงเพียงร้อยละ 10.7–15.7 เท่านั้น สะท้อนถึงปัญหาเงินค้างท่อที่รัฐต้องเสียดอกเบี้ยรอไว้ทันทีที่กู้ แต่เม็ดเงินกลับไม่ถูกฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนได้ทันท่วงที จากการศึกษาพบว่า กรณีที่การดำเนินโครงการล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาจะส่งผลให้ดอกเบี้ยเพิ่มผลักภาระหนี้เพิ่มให้ประชาชน และไม่ได้สร้าง GDP หรือเศรษฐกิจเจริญขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับเหตุผลความจำเป็นของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ที่ระบุว่า “เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือไม่นั้น” ส่วนตัวจะอภิปรายเมื่อรัฐบาลส่งเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ความเห็นเบื้องต้นก่อนรัฐบาลจะออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลควร “ออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ” โดยนำงบประมาณปี 2569 ในส่วนที่ไม่จำเป็นมาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามภารกิจเร่งด่วนเสียก่อน และรัฐบาลต้องเลือกใช้วิธีการไม่กู้เงินก่อน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่พบว่าเอกชนผู้ทำธุรกิจพลังงาน ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน แทบทุกรายมีแต่กำไร ไม่ขาดทุนเลย และการกู้หนี้ต้องถูกไปใช้เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่กู้มาใช้หนี้ให้กลุ่มทุนที่ได้สัมปทานผูกขาด

“สถานการณ์ในยามวิกฤติรัฐมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถเจรจาหรือแก้ไขสัญญากับเอกชนผู้รับสัมปทาน แต่ต้องรักษาดุลยภาพแห่งความเป็นธรรม กับเอกชนและกลุ่มทุน ไม่ใช้อำนาจโดยพลการ หนี้สาธารณะคนก่อหนี้คือรัฐบาลแต่คนชดใช้หนี้คือประชาชนในปัจจุบันและอนาคต ตั้งแต่ยังไม่ได้เกิดมาดูโลก รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการบริหารที่โปร่งใส สร้างผลิตภาพ ส่งมอบอนาคตที่ดี และความผาสุกให้ประชาชนอย่างแท้จริง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว