หน้าแรกการเมืองปชน.จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ดึงร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสภา


ปชน.จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ดึงร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสภา


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ และนางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน แถลงเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาต่อการนำร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR)

นางสาวกมนทรรศน์ กล่าวว่า วันนี้ตนขอยืนยันว่าประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมาย PRTR และรัฐบาลเองจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิของพี่น้องประชาชนมากกว่านี้ ต้องเลิกปิดหูปิดตาประชาชน และเลิกแอบวางระเบิดมลพิษไว้ที่ข้างบ้านของประชาชน เหมือนที่เคยทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา.กมนทรรศน์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยถูกหมักหมมมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งยิ่งนานวันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกที แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่ดูเหมือนว่าจะจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย แต่กฎหมายเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่การจัดการที่ปลายเหตุ และตัวบทกฎหมายเองก็ยังไม่เท่าทันบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตท่ามกลางโรงงานอันตราย ท่ามกลางสารเคมีอันตราย ขยะอุตสาหกรรม มลพิษทางอากาศ น้ำเสีย แผ่นดินที่ปนเปื้อน และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยที่ประชาชนไม่เคยได้รับคำตอบอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ปล่อยมลพิษ พวกเขาปล่อยมลพิษออกมามากน้อยแค่ไหน ปล่อยออกมาแล้วใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ประชาชนจะต้องเจ็บป่วยโดยที่รู้ต้นตอไม่ได้ ชุมชนได้รับผลกระทบแต่เข้าถึงข้อมูลไม่ได้ และหลายครั้งเมื่อเกิดวิกฤต คนที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน

“ตนขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน และนี่คือเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กฎหมายดังกล่าวจะทำให้ผู้ที่ก่อมลพิษไม่สามารถซ่อนข้อมูลได้อีกต่อไป ปล่อยสารเคมีอะไรออกมาก็ต้องรายงาน ขนย้ายของเสียออกไปที่ไหนก็ต้องตรวจสอบดูแลได้ มีการรับผิดชอบ รัฐบาลไม่ควรจะนิ่งเฉยหรือละเลยความสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ในสมัยที่แล้วพิจารณาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่น่าเสียดายว่ามติ ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่มีการหยิบร่างดังกล่าวกลับเข้ามาในสภา และที่สำคัญในวันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ Net Zero ประเทศไทยอยากที่จะก้าวเข้าสู่กลุ่มสมาชิก OECD ตามคำแถลงของนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา คำแถลงนโยบายถือว่าเป็นสัญญาที่ให้กับประชาชน รัฐบาลจึงไม่ควรปฏิเสธกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง OECD ก็ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ และพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น” นางสาวกมนทรรศน์ กล่าว

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ตนขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีกลับไปพิจารณาให้ร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาภายในวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่จะมีมติให้เข้าสภาก่อนวันที่ 14 พฤษภาคม กฎหมายดังกล่าวเกิดจากการเข้าชื่อของประชาชน 12,000 รายชื่อ การละเลยดังกล่าวถือเป็นการทำร้ายเจตจำนงและไม่ฟังเสียงความต้องการของประชาชน อย่าให้การเดินทางของกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมกันต่อสู้กันมาหลาย 10 ปีถูกทำลายลง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้าจะมีข่าวดีให้กับประชาชน คือการรับร่างดังกล่าวให้สภากลับมาพิจารณาต่อ เพื่อเป็นความหวังในการคืนสิทธิการรับรู้ของประชาชน คืนสิทธิการอยู่อาศัยในที่ที่ปลอดภัย คืนสิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

ขณะที่นายรอมฎอน กล่าวว่า 3 ปีที่แล้วมีเหตุการณ์โกดังพลุระเบิดที่ตลาดมูโนะ จ.นราธิวาส โดยเหตุการณ์ในทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นทั่วประเทศซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่จริงเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ การเข้าถึงข้อมูลมลพิษและวัตถุอันตรายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ตนในฐานะตัวแทนของประชาชน อยากให้รัฐบาลนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่สภา

ด้านนางส่วนฤมาศ กล่าวว่า ในเขต 6 จังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรม มีท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีการขนส่งสินค้าทางสารเคมีต่าง ๆ และในพื้นที่ของตน ชุมชนกับพื้นที่อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกัน การสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวจึงสำคัญต่อพี่น้องประชาชนในเขตของตนและพี่น้องทั่วประเทศไทย เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าคุณภาพชีวิตของลูกหลานเรา และทราบว่ามีสารเคมีอะไรอยู่ใกล้กับบ้านเรือนของเราบ้าง ตอนนี้ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่ควบคุมปัญหาดังกล่าว ไม่มีการชี้แจงว่าสารพิษนั้นมีอะไรบ้าง มีจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรจะรับรู้ และเมื่อเกิดเหตุจะได้จัดการกับต้นเหตุอย่างทันท่วงที เพราะสารเคมีแต่ละชนิดมีวิธีการจัดการแตกต่างกัน จึงขอเรียกร้องให้กฎหมายดังกล่าวเข้าสู่ ครม. ในสัปดาห์หน้า เพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน และให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับรู้ว่าใกล้ตัวของเขาต้องดูแลสุขภาพอย่างไร แล้วรัฐบาลต้องดูแลอย่างไร อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องของการขอความร่วมมือ แต่จำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกคน

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img