เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ “มาดามเก่ง” พร้อมด้วยนายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือ “ทนายโต” และนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิท ร่วมกันแถลงชี้แจงกรณีถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา

น.ส.ดรณ์ เปิดเผยว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ทำให้ได้รับผลกระทบ พร้อมยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” และย้ำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เป็นธรรม โดยความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว พร้อมฝากถึงนายโทนทองว่าไม่อยากให้ต้องต่อสู้ในสิ่งที่สามารถเจรจากันได้
มาดามเก่งกล่าวถึงจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2565 จากการต้องการขายรถหรูยี่ห้อเบนท์ลี่ย์ มูลค่า 35 ล้านบาท โดยมีคนกลางแนะนำให้รู้จักกับนายโทนทอง อ้างว่ามีความเชี่ยวชาญในการตีราคารถหรู ก่อนจะมีการตกลงซื้อขายผ่านเช็คจำนวน 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท กำหนดชำระใน 10 เดือน แต่เมื่อครบกำหนดกลับพบว่าเช็คบางส่วนไม่สามารถขึ้นเงินได้

นอกจากนี้ยังมีการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าแบรนด์เนม และในปีเดียวกัน นายโทนทองได้ขอยืมเงินจำนวน 100 ล้านบาท อ้างนำไปทำธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน แต่ภายหลังตรวจสอบพบว่ามูลค่าต่ำกว่าที่กล่าวอ้างอย่างมาก อีกทั้งสินค้าที่ผลิตมีต้นทุนต่ำ แต่ตั้งราคาขายสูงเกินจริง ทำให้เริ่มเกิดความไม่ไว้วางใจ
ต่อมา มาดามเก่งระบุว่า มีการทำธุรกรรมต่อเนื่องจนยอดเงินรวมแบ่งเป็น 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท โดยฝ่ายคู่กรณีได้นำพระพุทธรูปจำนวน 152 องค์มาเป็นหลักประกัน อ้างว่ามีมูลค่าสูงถึง 400-500 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินจริงพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น
อีกทั้งเงินจำนวน 180 ล้านบาท มีการทำสัญญาผ่อนชำระถึงปี 2573 ผ่านเช็ครายงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปขึ้นเงินกลับไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลให้ตนเกิดความเครียดอย่างหนัก จนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
น.ส.ดรณ์ กล่าวต่อว่า ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปรามตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2568 แต่คดีไม่คืบหน้า กระทั่งมีการนัดเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ซึ่งยืนยันว่าเป็นการนัดหมายของฝ่ายนายโทนทอง โดยมีผู้ร่วมเจรจาทั้งหมด 8 คน และไม่มีการข่มขู่แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงนัดเจรจาครั้งที่สองในวันที่ 24 เมษายน นายโทนทองกลับไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สน.พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีการแจ้งความบุคคลรวม 5 ราย ซึ่งมาดามเก่งระบุว่าไม่กังวล ถือเป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย
ด้านนายเชษฐพล ระบุว่า ขณะนี้พบความเกี่ยวข้องในลักษณะขบวนการประมาณ 7 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมยืนยันว่ามาดามเก่งเป็นผู้เสียหายจากการถูกฉ้อโกง โดยมูลค่าความเสียหายรวมตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน กว่า 600 ล้านบาท แม้จะมีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว แต่ยังคงเหลือประมาณ 300 ล้านบาท
“ในฐานะเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่าอยากได้เงินคืน ไม่ได้ใช้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นเครื่องมือในการทวงหนี้ เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังถูกแจ้งความกลับ ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา” นายเชษฐพล กล่าว
ขณะที่นายอุ๊ กรุงสยาม ระบุว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์เกือบทุกขั้นตอน ยกเว้นวันเจรจา 17 เมษายน พร้อมชี้ว่าเดิมข้อพิพาทมีเพียง 2 ฝ่าย แต่ภายหลังมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหลายราย ซึ่งบางส่วนได้เคลียร์ปัญหากันไปแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ว่ามีความผิดเข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

