สกร. เข้าพบ “อัครนันท์” เคลียร์ 3 ประเด็นหลัก หลังถูก สส.พรรคประชาชนวิจารณ์หนัก

89

กรุงเทพฯ, วันที่ 4 พ.ค. – ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เข้าพบ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนถึงวันนัดหมาย เพื่อชี้แจงรายงานข้อเท็จจริง ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรการเรียน สกร., คุณภาพหนังสือเรียน และประเด็นสถานที่และอุปกรณ์การเรียน ซึ่งถูก สส.พรรคประชาชน ออกมาแถลงข่าววิพากษ์วิจารณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในประเด็นด้านหลักสูตรการเรียน สกร. ชี้แจงว่า หลักสูตรการเรียนปี 2551 ยังไม่สามารถยกเลิกได้ในทันที เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านระเบียบการถ่ายโอนและการจำหน่ายรายชื่อผู้เรียน อีกทั้งลักษณะของการเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้ยังมีผู้เรียนมากกว่า 60% ที่ยังศึกษาในหลักสูตรปี 2551 และยังไม่จบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถกลับเข้ามาเรียนต่อเพื่อให้จบได้ทุกเวลา ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายชื่อเพื่อถ่ายโอนและจำหน่ายให้ครบถ้วนทั่วประเทศ เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านสู่หลักสูตรปี 2567 ซึ่งเป็นหลักสูตรล่าสุด โดยมีการนำร่องแล้ว 10 จังหวัด และได้ขยายเพิ่มอีก 12 จังหวัด รวมเป็น 22 จังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใช้ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 เป็นต้นไป จะไม่มีการรับผู้เรียนใหม่ในหลักสูตรปี 2551 และเปลี่ยนเป็นหลักสูตรปี 2567 อย่างเต็มรูปแบบ

ในประเด็นด้านคุณภาพหนังสือเรียน สกร. ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาไม่มีคณะกรรมการตรวจรับด้านคุณภาพหนังสือในลักษณะเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงได้ปรับระบบการกำกับดูแลใหม่ โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการตรวจรับหนังสือเรียนที่ดูแลด้านคุณภาพกระดาษ หน้าปก  การออกแบบ และราคา และคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพเนื้อหาซึ่งมีอยู่เดิม พร้อมทั้งรับนโยบายจาก รมช.ศึกษาธิการ ในการตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมอีก 1 ชุด เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานด้านคุณภาพหนังสือและราคา เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ผู้ผลิตหนังสือเรียนดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน

ในประเด็นด้านสถานที่และอุปกรณ์การเรียน สกร. ระบุว่า จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ และหลักการเดิม ของ สกร. ที่ใช้การบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทำให้บางพื้นที่ยังไม่มีอาคารเป็นของตนเอง จำเป็นต้องใช้สถานที่จากหน่วยงานภายนอก เช่น อบจ. เทศบาล  วัด รร.สพฐ.ที่ยุบเลิกหรือยุบรวม  หรือสถานที่เช่า โดยในกรุงเทพมหานครมีการเช่าพื้นที่ถึง 45 เขต จากทั้งหมด 50 เขต ส่วนที่เหลือใช้ความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยแนวทางแก้ไขจะดำเนินการสำรวจพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อประสานขอใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ หรือหน่วยงานราชการที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงที่ผ่านมาได้มีหนังสือถึง สพฐ. เพื่อขอใช้พื้นที่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีการยุบรวมแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 153 แห่ง ทั้งนี้ การขยายเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาให้ใช้ รร.ที่ถูกยุบเลิก ยุบรวมของ สพฐ. และงบประมาณในอนาคต

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้จะเดินหน้าขับเคลื่อนทั้ง 3 ประเด็นอย่างต่อเนื่อง พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การจัดการเรียนรู้ของประเทศมีคุณภาพ เข้าถึงได้ และตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริงต่อไป